พร้อมผนึกโรงแรมในเครือที่ร่วมโครงการทั่วโลก ส่งมอบประสบการณ์พักผ่อนอย่างแท้จริง

กรุงเทพฯ 29 พฤษภาคม 2569กลุ่มดุสิตธานี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง เตรียมเปิดโครงการ Well-Fest 2026 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ในระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายนนี้ ณ โรงแรมในเครือดุสิตที่เข้าร่วมในโครงการทั่วโลก พร้อมส่งมอบประสบการณ์ใช้ชีวิตอย่างสมดุล เติมเต็มความสัมพันธ์และฟื้นฟูสมดุล ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย มั่นใจตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางอารมณ์ การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการมีไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพ

มิสฟลอเรนซ์ แจฟเฟร ผู้อำนวยการฝ่ายเวลเนสและประสบการณ์สำหรับเด็ก  กลุ่มดุสิตธานี เปิดเผยว่า กลุ่มดุสิตธานี เตรียมเปิดโครงการ Well-Fest 2026 ภายใต้ธีม “Reset Reconnect Reignite” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ในระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมในเครือดุสิตธานี ที่เข้าร่วมโครงการทั่วโลก ทั้งนี้ โรงแรมแต่ละแห่งจะนำเสนอประสบการณ์ด้านสุขภาพที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างแท้จริงให้กับลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งการนอนหลับที่ดีขึ้น การผ่อนคลายทั้งกายและใจ รวมถึงการใช้เวลาคุณภาพร่วมกับครอบครัวและคนสำคัญ

การจัดงานดังกล่าว สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลก อ้างอิงจากรายงาน Global Wellness Economy Monitor 2025 ของ Global Wellness Institute ที่ระบุว่า มูลค่าตลาดสุขภาพทั่วโลกแตะระดับ 238 ล้านล้านบาท ในปี 2567  และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจนเกือบถึง 350 ล้านล้านบาท ภายในปี 2572

โปรแกรม Well-Fest 2026 ออกแบบภายใต้ 3 แนวคิดหลักจาก Devarana Wellness ที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ Reset การพักผ่อน ฟื้นฟู และปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ, Reconnect การกลับมาเชื่อมโยงกับตนเองและคนรอบข้าง ผ่านประสบการณ์ร่วมกัน และ Reignite  การเติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิต แคมเปญดังกล่าวยังเชื่อมโยงแนวคิดสุขภาพเข้ากับไลฟ์สไตล์ใน 3 มิติ คือ การนอนหลับที่มีคุณภาพ อาหารที่ดีต่อร่างกาย และกิจกรรมที่ช่วยเติมพลังและความสดชื่น สะท้อนพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก หลังจากนักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางอารมณ์ การนอนหลับที่มีคุณภาพ การใช้ชีวิตอย่างมีสติ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และการมีไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการพักผ่อน

“ที่ดุสิต เรามองว่า การดูแลสุขภาพเป็นหัวใจของการเข้าพักในทุกแบรนด์ ตั้งแต่แบรนด์ ASAI Hotels ที่เน้นไลฟ์สไตล์ในย่านเมือง ไปจนถึง Devarana Dusit Retreats ระดับอัลตร้าลักชัวรี ที่นักเดินทางในวันนี้ มองหาประสบการณ์ที่ช่วยให้ได้พักอย่างแท้จริง โครงการ Well-Fest จึงสะท้อนความตั้งใจของเราในการสร้างประสบการณ์ที่ทั้งมีความหมายและช่วยฟื้นฟูอย่างแท้จริงในทุกโรงแรมของเรา”

โรงแรมในเครือดุสิตทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการ จะนำเสนอประสบการณ์ด้านสุขภาพที่หลากหลาย ตั้งแต่โยคะยามเช้า กิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างมีสติ การบำบัดด้วยเสียง อาหารเพื่อสุขภาพจากวัตถุดิบท้องถิ่น ไปจนถึงโปรแกรมช่วยส่งเสริมการนอนหลับ รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบเฉพาะ เช่น การแช่น้ำแข็ง การบำบัดเสียงในน้ำ เวิร์กช็อปสุขภาพสำหรับครอบครัว และกิจกรรมเล่าเรื่องใต้แสงจันทร์

โดยประสบการณ์ในแต่ละโรงแรมจะแตกต่างกันไปตามเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น อาหาร และแนวทางการดูแลสุขภาพในแบบเฉพาะตัว พร้อมแพ็กเกจและราคาที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละจุดหมายปลายทาง โดยบางแห่งจะมี Well-Fest Pass สำหรับเข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์กช็อปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

ในประเทศไทย ดุสิตธานี กรุงเทพ ซึ่งได้รับการรับรองจาก “กุญแจมิชลิน” (MICHELIN Key) จะนำเสนอประสบการณ์สุขภาพแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งอาหาร การพักผ่อน การบำบัดด้วยเสียง สปา และฟิตเนส รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาไทย ขณะที่ดุสิตธานี หัวหิน นำเสนอโปรแกรม “Fire & Frost Retreat” ที่ผสานมวยไทยกับการแช่น้ำแข็ง “Sunset Floating Sound Healing” และกิจกรรมสำหรับครอบครัว ส่วนดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต จะเน้นกิจกรรมใกล้ชิดธรรมชาติ เช่น ปั่นจักรยาน เดินชายหาดแบบมีสติ พร้อมเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ

ในมัลดีฟส์ ดุสิตธานี มัลดีฟส์ เชิญชวนผู้เข้าพักเชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่าน floating sound bath อาหารสุขภาพสไตล์อายุรเวท และกิจกรรมทางทะเลในเขตสงวนชีวมณฑลยูเนสโก บายาอะทอลล์

สำหรับญี่ปุ่น ดุสิตธานี เกียวโต ซึ่งได้รับ กุญแจมิชลิน เช่นกัน จะนำเสนอโปรแกรมสุขภาพที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและฤดูกาล อาทิ Dusit Farm Retreat การบำบัดแบบ WATSU และ sound bath

นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์อื่น ๆ ในเครือ เช่น “Rope Flow” ที่ดุสิตธานี มะนิลา รวมถึง “Sunrise Reset” และ “Bedtime Story – Moonlight Tale” ที่ดุสิต โฮเทล เลอปาเลส์ ตือฮวา ฮานอย

โครงการนี้สะท้อนแนวโน้มของอุตสาหกรรมการบริการที่ “สุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริการสปา แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเข้าพักโดยรวม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Devarana Wellness ของกลุ่มดุสิตธานี Well-Fest 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–30 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมในเครือดุสิตที่เข้าร่วมทั่วโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.dusit.com/well-fest/

พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ ‘ดุสิตธานี’ ส่งเสริมและเปิดกว้างให้บุคลากรใช้ความรู้พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ 8 พฤษภาคม 2569นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายความสัมพันธ์ภาครัฐและธุรกิจ กลุ่มดุสิตธานี และนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (Thailand Incentive and Convention Association – TICA) ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Thailand Meetings Leadership Award ในงานประกาศรางวัล Thailand MICE Legacy Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB

รางวัลดังกล่าวมอบในงาน MICE Day 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อยกย่องบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสู่การเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นางสาวประชุมได้รับการยกย่องจากการมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรม ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีสากล และผลักดันการพัฒนา TICA  ที่มีส่วนร่วมมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ในวาระปี 2568–2569 และด้วยประสบการณ์อันยาวนานในอุตสาหกรรมการบริการระดับนานาชาติ ทำให้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของตลาดไมซ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขับเคลื่อน TICA ให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรวิชาชีพชั้นนำในระบบนิเวศอุตสาหกรรมงานธุรกิจของประเทศ

นางสาวประชุมเปิดเผยว่า รางวัลนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนถึงความร่วมมือของผู้คนจำนวนมากที่ร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและพันธมิตรที่มีความมุ่งมั่น ทั้งในภาคการโรงแรม การท่องเที่ยว ภาครัฐ และอุตสาหกรรมงานธุรกิจ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยความมุ่งมั่นนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และค่านิยมของกลุ่มดุสิตธานีอย่างชัดเจน

รางวัลดังกล่าวยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี ในฐานะองค์กรที่พร้อมให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมการบริการ ที่พร้อมจะร่วมขับเคลื่อนภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและไมซ์ของประเทศไทย ผ่านความร่วมมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการมีส่วนร่วมในระยะยาว

ด้านนายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและไมซ์ของประเทศไทยเติบโตได้จากความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่กลุ่มดุสิตธานีมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ผ่านบุคลากรที่มีคุณภาพ ที่ได้ก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยกลุ่มดุสิตธานีพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและบุคลากรได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการผลักดันและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป  

สำหรับรางวัล Thailand MICE Legacy Awards จัดตั้งขึ้นโดย TCEB เพื่อยกย่องผู้นำ ผู้บุกเบิก และบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมที่ได้อุทิศตนและมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยตลอดหลายทศวรรษ ครอบคลุมทั้งการประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า และการประชุมวิชาการ ตลอดจนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข (ขวา) รับมอบรางวัล Thailand Meetings Leadership Award จากนายนภินทร ศรีสรรพางค์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ซ้าย) ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand MICE Legacy Awards 2026

รับสิทธิสูงสุด 4 คืนต่อการเข้าพัก ในหลากหลายจุดหมายปลายทางทั่วโลก

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 22 เมษายน 2569 – โรงแรมในเครือดุสิต เปิดแคมเปญที่ดีที่สุดของปี ‘A Night on Us’ พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวและการพักผ่อนอย่างคุ้มค่า ด้วยข้อเสนอพัก 1 คืน ฟรีอีก 1 คืน เมื่อจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ dusit.com ตั้งแต่วันนี้ถึง27 เมษายน 2569 เท่านั้น โดยสามารถจองเข้าพักได้สูงสุด 4 คืน และรับฟรีเพิ่มอีก 4 คืนต่อการเข้าพัก

โปรโมชั่นดังกล่าวรวมรายการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิตในหลากหลายจุดหมายปลายทางทั่วโลก อาทิ ประเทศไทย มัลดีฟส์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และกวม ไม่รวมญี่ปุ่น ที่ใช้โปรโมชั่น พัก 3 คืน จ่าย 2 คืน โดยเปิดให้จองเพียง 6 วันเท่านั้น พิเศษสำหรับสมาชิกดุสิตโกลด์ รับสิทธิ์จองก่อนใครในระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน 2569 ก่อนเปิดให้จองสำหรับบุคคลทั่วไปในวันที่ 25-27 เมษายน 2569 ผู้สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกดุสิตโกลด์ได้ฟรี เพื่อรับสิทธิ์จองห้องพักก่อนใครได้ที่ dusit.com/enrollment

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ dusit.com/a-night-on-us.

กรุงเทพฯ  26 มีนาคม 2569 – โรงแรมในเครือดุสิตธานี ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ด้วยนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ ด้วยการเชิญชวนสัมผัสประสบการณ์การเข้าพักอย่างสมดุล ตั้งแต่บรรยากาศสงกรานต์สุดคึกคักใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงการพักผ่อนสบาย ๆ ริมทะเล ขณะที่โรงแรมในเครือดุสิตธานีทั่วประเทศพร้อมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มองหาทั้งความสนุกของเทศกาลและช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ โรงแรมระดับ กุญแจมิชลิน 1 ดอก ขอเชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์พักผ่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยแพ็กเกจ Songkran Escape in Bangkok ข้อเสนอพิเศษช่วงเวลาจำกัด สำหรับการเข้าพัก 2 คืน พร้อมอาหารเช้าทุกวัน สำหรับสองท่าน และอาหารไทยชุดพิเศษ 1 มื้อ ณ ห้องอาหารพาวิลเลี่ยน  พร้อมกิจกรรมเฉลิมฉลองที่คัดสรรเป็นพิเศษ อาทิ สิทธิ์เข้าร่วมงาน Songkran Feast in the Park ณ สวนดุสิตอรุณ รูฟพาร์ก (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 เมษายน) รวมถึงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น บริการรับ–ส่งด้วยรถปอร์เช่ ที่เป็นลีมูซีนของโรงแรม, เครื่องดื่มค็อกเทล ณ 1970 Bar และชุดของต้อนรับธีมสงกรานต์ แพ็กเกจราคาเริ่มต้น 40,060 บาท++ สำหรับการเข้าพัก 2 คืน ในห้อง Premier Room พร้อมรับสิทธิพิเศษและส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก Dusit Gold เปิดให้จองถึงวันที่ 13 เมษายน 2569 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 11–19 เมษายน 2569

โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน

โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน นำเสนอการเฉลิมฉลองสงกรานต์ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ด้วยรีสอร์ทริมทะเลที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการพักผ่อนระยะยาวและการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ด้วยบริการอาหารไทยแบบดั้งเดิม การเฉลิมฉลองกลางแจ้ง และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้ข้อเสนอ The Long Escape – Stay Longer, Save More ผู้เข้าพักจะได้รับส่วนลดสูงสุด 15% สำหรับการเข้าพักตั้งแต่ 4 คืนขึ้นไป และสมาชิกดุสิตโกลด์รับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 20% ราคาเริ่มต้น 2,601 บาท++ ต่อคืน เปิดให้จองถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และเข้าพักได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

โรงแรมดุสิตธานี พัทยา

และโรงแรมดุสิตธานี พัทยา มอบประสบการณ์การพักผ่อนริมทะเลที่ผสานการเข้าถึงชายหาดโดยตรงเข้ากับความสะดวกสบายใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้าและการจองตรงกับโรงแรม อาทิ Breakfast On Us สำหรับระยะเวลาจำกัด มอบอาหารเช้าฟรีทุกวัน เมื่อจองภายในวันที่ 19 เมษายน 2569 สำหรับการเข้าพักจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ดุสิตโกลด์ รับสิทธิ์ส่วนลดสูงสุด 25% สำหรับการจองภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 19 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2569 พร้อมรับเครดิตโรงแรมมูลค่า 500 บาทต่อการเข้าพัก สำหรับการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ dusit.com อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอและประสบการณ์พิเศษตามฤดูกาลอีกมากมาย ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิตทั่วประเทศไทยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ dusit.com

ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมขยายแนวปฏิบัติสู่โรงแรมในเครือทั่วโลก

กรุงเทพฯ  24 มีนาคม 2569กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ด้วยการประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council: GSTC) นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนสู่ธุรกิจโรงแรมในเครือทั่วโลก

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบัน ความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มดุสิตธานีให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ การพัฒนา และการทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับในระดับสากล การเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก หรือ GSTC ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในเส้นทางการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ Tree of Life ที่มุ่งมั่นสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับจุดหมายปลายทางและชุมชนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ

GSTC เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลกที่รวมความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน การเป็นสมาชิกในครั้งนี้ทำให้กลุ่มดุสิตธานีร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การทำงานร่วมกัน และการผลักดันการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในอุตสาหกรรม

กลุ่มดุสิตธานี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2492 และเติบโตเป็นบริษัทด้านบริการต้อนรับแบบครบวงจร ครอบคลุมธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท การศึกษาอาหารและการโรงแรม ธุรกิจอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีโรงแรม รีสอร์ท และวิลล่าหรูกว่า 290 แห่ง ใน 18 ประเทศ รวมมากกว่า 11,800 ห้อง ภายใต้ 9 แบรนด์

โครงการ Tree of Life กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานระดับองค์กร

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี คือโครงการ Tree of Life ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานในระดับองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) อาทิ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริโภคอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

ในด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มดุสิตธานีได้นำระบบบริหารจัดการพลังงานมาใช้ในระดับโรงแรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งแล้วในหลายแห่ง อาทิ ดุสิตธานี มัลดีฟส์, ดุสิต บีช รีสอร์ท กวม, ดุสิตธานี เกียวโต, อาศัย เกียวโต ชิโจ และดุสิตธานี ลูบี แพลนเทชัน รีสอร์ท

ขณะที่การบริหารจัดการน้ำ กลุ่มดุสิตธานีดำเนินการผ่านมาตรการประหยัดน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้เพื่อรดน้ำต้นไม้และดูแลภูมิทัศน์ พร้อมกันนี้ยังได้นำมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น อุปกรณ์แบบเติมได้ ขวดน้ำแบบใช้ซ้ำ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ด้านการจัดการขยะอาหาร ดุสิตใช้แนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ การลดของเสียในกระบวนการเตรียมอาหาร การส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กับชุมชนท้องถิ่นเมื่อเป็นไปได้ และการนำขยะอินทรีย์ไปผลิตปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในสวนและโครงการชุมชน

กลุ่มดุสิตธานียังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในมิติสังคม โดยได้เข้าร่วม The Code ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อคุ้มครองเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 พร้อมบูรณาการแนวทางป้องกันในนโยบายองค์กร และฝึกอบรมพนักงานในโรงแรมทั่วประเทศไทย รวมถึงลงนามในคำประกาศของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ว่าด้วยการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ตอกย้ำจุดยืนด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และนโยบายไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

การมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ Dusit Smiles ความร่วมมือกับมูลนิธิ Operation Smile ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยสามารถระดมทุนได้มากกว่า 13 ล้านบาท เพื่อช่วยสนับสนุนการผ่าตัดและการดูแลรักษาที่เปลี่ยนชีวิตเด็กไทยกว่า 750 คน

“ที่ผ่านมาเราดำเนินการด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในทุกมิติ และเรามั่นใจว่า การเป็นสมาชิกของ GSTC ในครั้งนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนในระดับโลก ที่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมจะยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวที่จะขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนไปสู่โรงแรมในเครือของดุสิตธานีที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย” นายชนินทธ์กล่าว

ด้าน มร. แรนดี้ เดอร์แบนด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) กล่าวว่า GSTC ยินดีต้อนรับกลุ่มดุสิตธานีในฐานะสมาชิก และชื่นชมในความมุ่งมั่นในการสนับสนุนพันธกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญนี้ในอนาคต

ตอกย้ำความมั่นใจผู้ลงทุนกับโอกาสเติบโตในอนาคต

กรุงเทพฯ 14 มกราคม 2569กลุ่มดุสิตธานี พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนแผนเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 ปักหมุดเปิดให้บริการโรงแรมใหม่จำนวนกว่า 1,400 ห้อง ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลางและตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ หลังจากสร้างสถิติพัฒนาโครงการโรงแรมในปี 2568 ด้วยการลงนามในสัญญาบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ  สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ดุสิตธานีในเวทีสากล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านยุทธศาสตร์ในการทำตลาดของบริษัทฯ ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการเมือง กระบวนการด้านกฎระเบียบ ความพร้อมด้านการก่อสร้าง ตลอดจนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงการโรงแรมในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ ได้ลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพมาตรฐานแบรนด์ไทยของกลุ่มดุสิตธานีในเวทีสากล ขณะที่ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมโรงแรมทั่วโลกอยู่ระหว่างการทบทวนแผนการขยายธุรกิจ จากแรงกดดันด้านต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น และความคาดหวังของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่กลุ่มดุสิตธานียังคงยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย ผ่านกลยุทธ์ที่เน้นความชัดเจนของแบรนด์ สะท้อนถึงการดำเนินงานอย่างมีวินัย และความสามารถในการนำโครงการออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับเจ้าของโครงการ

และแม้ว่าจำนวนการเซ็นสัญญาจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่กลุ่มดุสิตธานียังคงใช้หลักความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการมากกว่าการมุ่งขยายจำนวนโรงแรมเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ หันไปมุ่งเน้นโครงการปรับปรุงอาคารเดิม (Conversion) และโครงการบราวน์ฟิลด์ (Brownfield) ซึ่งมีระยะเวลาการพัฒนาสั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่าโครงการกรีนฟิลด์ (Greenfield) แบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ และการควบคุมคุณภาพการดำเนินงานในแต่ละตลาด

แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายโครงการที่มีทั้งการลงนามสัญญาและเปิดให้บริการภายในปี 2568 อาทิ ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค (Dusit Hotel AG Park) เมืองเฉิงตู ประเทศจีน, ดุสิตดีทู เฟย์ดู มัลดีฟส์ (dusitD2 Feydhoo Maldives) และ ทานตะวันเต็นท์แคมป์  (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของดุสิตธานีในการดำเนินโครงการได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการรักษามาตรฐานแบรนด์ และการสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระดับนานาชาติ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ในกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ แบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana – Dusit Retreats) แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น (Dusit Collection) และแบรนด์ ดุสิต โฮเทลส์ (Dusit Hotels) ที่ช่วยขยายการเข้าถึงตลาดตั้งแต่กลุ่มลักชัวรีด้านสุขภาพ โรงแรมลักชัวรีที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึงกลุ่มลูกค้าระดับบน ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและพันธมิตรด้านการลงทุนได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปี 2568 ที่ผ่านมา จึงนับได้ว่า เป็นปีแห่งการขยายฐานในตลาดสำคัญหลายแห่งของกลุ่มดุสิตธานี ไม่ว่าจะเป็นการลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร คาลิวาตู วิลล่าแอนด์เรสซิเดนซ์ – ดุสิต คอลเลคชั่น (Kaliwatu Villas & Residences – Dusit Collection) ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของกลุ่มในประเทศอินโดนีเซีย, การต่อยอดความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร วี โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (WE Hotel – Dusit Collection) โรงแรมภายใต้แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น แห่งแรกในญี่ปุ่น ในขณะที่อินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดการเติบโตหลักของดุสิตธานี โดยมีการลงนามสัญญารับบริหารโรงแรมใหม่รวม 6 แห่ง ครอบคลุมทั้งแบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น และ ดุสิต ปริ้สเซส ในหลากหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับมัลดีฟส์ ที่บริษัทฯ สามารถขยายแบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ ซึ่งเป็นแบรนด์เวลเนสรีสอร์ทแบบครบวงจรระดับเรือธง ที่เน้นเรื่องการดูแลด้านสุขภาพ ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร เดวาราณา มัลดีฟส์ – ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana Maldives – a Dusit Retreat)

รวมถึงในตะวันออกกลาง ที่ดุสิตธานีขยายการดำเนินงานสู่ประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งแรก ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิตโฮเทล อัลอาฮซา (Dusit Hotel Al Ahsa) ภายในโอเอซิสอัลอาห์ซา แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ผ่านโครงการ อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast) และ ดุสิต กรีนฮิลส์ มะนิลา (Dusit Hotel Greenhills Manila) ขณะที่ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิต สวีท ศรีราชา (Dusit Suites Sriracha) และเปิดให้บริการ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ภายใต้แนวคิด ทรี ออฟ ไลฟ์ท (Tree of Life) ส่งท้ายปี 2568  ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร เดอะ สแตรนด์ โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (The Strand Hotel – Dusit Collection) และ อาศัย ย่างกุ้ง (ASAI Yangon) ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของตลาดเมียนมา

“ขณะนี้เรามีโรงแรมที่ลงนามในสัญญาและอยู่ระหว่างดำเนินการของกลุ่มดุสิตธานีอีกมากกว่า 50 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ด้วยกลยุทธ์สร้างการเติบโตของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์และทำเลที่เหมาะสม ควบคู่กับการใช้แบรนด์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ และสร้างผลประกอบการที่ยั่งยืน   ซึ่งจากแรงส่งในปี 2568 ทำให้คาดว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการเปิดโรงแรมใหม่ในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เมียนมา ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการ “ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วย โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่พักอาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี่ พื้นที่สำนักงานระดับพรีเมี่ยม และศูนย์การค้าสุดหรู ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนศักยภาพในการพัฒนาและบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนของกลุ่มดุสิตธานี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีกล่าว

ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานี มีโครงการในความดูแลทั่วโลกจำนวน 296 แห่ง ใน 18 ประเทศ แบ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ท 58 แห่ง และวิลล่าหรูเพื่อการเช่า 238 แห่ง ครอบคลุม 9 แบรนด์ ตั้งแต่ระดับไลฟ์สไตล์ไปจนถึงลักชัวรีเฉพาะตัว

เป้าหมายพัฒนา ‘เดอะ ฟู้ด สคูล’ ผลิตบุคลากร เข้าร่วมคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส

กรุงเทพฯ 4 กุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มดุสิตธานีเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการ วางเป้าหมายเร่งพัฒนา “เดอะ ฟู้ด สคูล” ให้สามารถเร่งผลิตบุคลากรคุณภาพให้มากขึ้น สร้างโอกาสในการเข้าคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างเชฟมิชลินสตาร์ จากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี ทั้งวิทยาลัยดุสิตธานี และเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ พร้อมโชว์ศักยภาพในฐานะแบรนด์ไทยที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมด้วยความเป็นไทย” ส่งผลให้โรงแรมภายใต้การบริหาร 3 แห่ง คว้า“กุญแจมิชลิน” 1 ดอก ขณะที่ร้านอาหาร “คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา” ที่เปิดให้บริการในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้า มิชลิน 1 ดาว

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านบริการ ด้านบุคลากร และด้านความคาดหวังที่สูงขึ้น กลุ่มดุสิตธานียังคงมุ่งมั่นที่จะฟันฝ่าความท้าทายดังกล่าวด้วยเป้าหมายในการผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการอย่างต่อเนื่อง  ภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไทย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสบการณ์ของลูกค้า แต่ยังหมายถึงมาตรฐาน ทักษะ และพื้นฐานที่จะช่วยผลักดันบุคลากรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมนี้ โดยล่าสุด กลุ่มดุสิตธานีวางแผนที่จะมุ่งพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านเดอะ ฟู้ด สคูล โรงเรียนสอนการทำอาหารที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง ด้วยความร่วมมือกับสถาบันพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้แก่ ALMA ของอิตาลี, TSUJI ของญี่ปุ่น และวิทยาลัยดุสิตธานี เพื่อเสริมทักษะให้ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตอกย้ำรากฐานด้านวัฒนธรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศไทย เชื่อมต่อไปสู่ระดับสากล

“ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีได้พัฒนาบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมอาหารและบริการ ที่เติบโตจากระบบการศึกษาของเรา ทั้งจากวิทยาลัยดุสิตธานีและเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ จนมีศิษย์เก่าที่เติบโตและเฉิดฉาย มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลกจำนวนมากมาย จนถึงวันนี้เรามีเป้าหมายอย่างชัดเจนที่จะผลักดันให้ “เดอะ ฟู้ด สคูล” สถาบันการศึกษาน้องใหม่ของกลุ่ม ทำหน้าที่สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรุ่นใหม่ๆ ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลกอย่างมิชลิน เจริญรอยตามสถาบันที่มีอยู่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว

ที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีประสบความสำเร็จในการผลิตบุคลากรคุณภาพ ที่เติบโตจากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี โดยวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านการบริการและศิลปะการประกอบอาหารที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี สามารถผลิตเชฟและผู้ประกอบการคุณภาพมากมาย รวมถึงผู้ร่วมแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ เช่น มาสเตอร์เชฟ และไอรอนเชฟ โดยศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลจากมิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้แก่

  • เชฟอู๋ – สิทธิกร จันทป เจ้าของร้าน AKKEE – ได้รับมิชลิน 1 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
  • เชฟแทน – ภากร โกสิยพงษ์ เจ้าของร้าน GOAT Bangkok – ได้รับมิชลิน 1 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และรางวัล มิชลิน กรีน สตาร์ จากแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน
  • เชฟฝ้าย – ศิโรรัตน์ เถาว์โท เจ้าของร้าน M-O-K – ได้รับรางวัลบิบ กูร์มองด์ ของมิชลิน
  • เชฟนิว – นิตินันท์ มังคลา เจ้าของร้าน AGAVE – ได้รับรางวัลบิบ กูร์มองด์ ของมิชลิน

เช่นเดียวกันกับความสำเร็จของโรงเรียนการอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ ที่มีศิษย์เก่าที่มีผลงานโดดเด่น สามารถก้าวขึ้นทำเนียบเชฟระดับโลก ได้แก่

  • เชฟแพม – พิชญา สุนทรญาณกิจ ได้รับมิชลิน 1 ดาว จากร้าน POTONG รวมถึงรางวัล Asia’s Best Female Chef 2024 และ The World’s Best Female Chef 2025 อีกทั้งร้านยังติดอันดับ ที่ 13 ของ The World’s 50 Best Restaurants 2025 อีกด้วย
  • เชฟจอห์น จันทรศักดิ์ ได้รับมิชลิน 1 ดาว จากร้าน AngloThai ในลอนดอน

การคว้ารางวัลมิชลินของกลุ่มดุสิตธานี ยังครอบคลุมทั้งบริการด้านโรงแรม และร้านอาหาร โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต และโรงแรมดุสิตธานี มักตัน เซบู ได้รับ “มิชลิน คีย์” หรือกุญแจมิชลิน 1 ดอก ซึ่งยืนยันถึงประสบการณ์การเข้าพักระดับพิเศษ การออกแบบที่พิถีพิถัน บริการที่ประณีต และการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ประสบการณ์ของลูกค้า ขณะที่ร้านอาหาร ‘คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา’ ซึ่งเปิดให้บริการที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้ามิชลิน 1 ดาว และกลายเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งหมดนี้ ล้วนตอกย้ำบทบาทของกลุ่มดุสิตธานีในฐานะผู้รังสรรค์ประสบการณ์ด้านบริการและอาหารระดับเวิลด์คลาสได้เป็นอย่างดี

ศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จระดับรางวัล (จากซ้าย): เชฟอู๋ – สิทธิกร จันทป, เชฟจอห์น จันทรศักดิ์, เชฟแพม – พิชญา สุนทรญาณกิจ และเชฟแทน – ภากร โกสิยพงษ์ เชฟมากฝีมือผู้ได้รับการยอมรับจากมิชลิน ซึ่งเส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของพวกเขาล้วนสะท้อนถึงรากฐานความรู้และทักษะอันแข็งแกร่งที่ได้รับจากสถาบันการศึกษาด้านการโรงแรมของกลุ่มดุสิตธานี

สามารถรับชมวิดีโอสรุปข่าวสั้นได้ ที่นี่ และดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอต้นฉบับได้ ที่นี่

กรุงเทพฯ 5 พฤศจิกายน 2568 : หลังจากกลับมาเปิดให้บริการเพียงปีกว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ สร้างปรากฏการณ์ในฐานะโรงแรมแบรนด์ไทย ที่เดินหน้ากวาดรางวัลในระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดติดอันดับ 60 ของ 100 โรงแรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก จากการจัดอันดับ The World’s 50 Best Hotels 2025 ขณะที่ก่อนหน้านี้เพิ่งคว้า “มิชลิน คีย์” ได้เป็นครั้งแรก ด้าน “ชนินทธ์ โทณวณิก” เปิดใจเบื้องหลังความกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งเดิม และใช้เวลากว่า 5 ปี กับการสร้างโรงแรมแห่งใหม่ ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะผู้นำแห่งการให้บริการแบบไทยในเวทีโลก

นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า หลังจากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ซึ่งเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ในระยะเวลาเพียง 1 ปีกว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ สามารถคว้ารางวัลมิชลิน คีย์ (Michelin Key) จากการประกาศของ Michelin Guide มาครองได้เป็นครั้งแรก และล่าสุด โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ยังได้รับเกียรติให้ติดอันดับที่ 60 จากรายชื่อ 100 โรงแรมยอดเยี่ยมของโลก จากการจัดอันดับโดย The World’s 50 Best Hotels 2025 ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปีนี้

การจัดอันดับโรงแรมยอดเยี่ยมของโลก  โดย The World’s 50 Best Hotels Academy ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระกว่า 800 คน จากทั่วโลก ทั้งนักเดินทางมืออาชีพ นักเขียนด้านท่องเที่ยว และผู้นำในอุตสาหกรรมการบริการ เพื่อสะท้อนถึงความเป็นเลิศ ความหลากหลาย และความทุ่มเทของทีมงานเบื้องหลังแต่ละโรงแรมทั่วโลก นับเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการบริการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับสากล

“รางวัลในระดับนานาชาติและระดับโลก นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวดุสิตธานี ทุกคน และตอกย้ำการตัดสินใจที่ถูกต้องของเราในวันนั้น ที่เลือกที่จะทำในสิ่งที่กล้าหาญด้วยการปิดโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งเดิม และใช้เวลากว่า 5 ปีกับการลงทุนครั้งสำคัญด้วยการสร้างโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์ก “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ใจกลางกรุงเทพมหานคร การกลับมาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการพลิกโฉมตำนานแห่งการบริการแบบไทยให้ร่วมสมัย แต่ยังเป็นการยกระดับประสบการณ์แห่งความหรูหราให้เชื่อมโยงกับแนวคิดด้านสุขภาวะและความยั่งยืนในทุกมิติ ด้วยความมุ่งมั่นในการผสาน “ความเป็นไทย” เข้ากับ “นวัตกรรมแห่งการบริการร่วมสมัย” อย่างกลมกลืน เพื่อตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ “ดุสิตธานี” ที่เป็นแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ที่ต้องการเป็นตัวแทนแห่งความอบอุ่น ความงดงาม และความภาคภูมิใจของอุตสาหกรรมการบริการไทยอย่างแท้จริง สมดังเจตนารมณ์ของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ท่านผู้ก่อตั้ง” นายชนินทธ์กล่าว

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ ได้ผสานความสง่างามของสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิม เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว โดยทุกห้องพักได้รับการออกแบบให้มองเห็นวิวสวนลุมพินีอันร่มรื่นผ่านกระจกเต็มบานกว้างถึง 5 เมตร พร้อมบริการด้าน wellness ครบวงจร ที่รวมทั้งสระว่ายน้ำอินฟินิตี้พูล ยิม และ Devarana Wellness ที่พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างเหนือระดับด้วยทรีตเมนต์ สปา และโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล  นอกจากนี้ โรงแรมแห่งนี้ยังได้รวบรวมประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียมไว้ครบครัน ทั้งห้องอาหารอิตาเลียนคานูบี, ห้องอาหารพาวิลเลียน, คาเฟ่ ดุสิต กูร์เมต์, รูฟท็อปบาร์ The Spire, 1970 Bar และ Grand Lobby Lounge ซึ่งล้วนสะท้อนศิลปะแห่งการต้อนรับแบบไทยในบรรยากาศร่วมสมัยบนมาตรฐานการบริการระดับสากล

ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี หลังการกลับมาเปิดให้บริการ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากสื่อและองค์กรระดับนานาชาติ พร้อมคว้ารางวัลอันทรงเกียรติหลากหลายรายการ อาทิ

  • รางวัลยอดเยี่ยมด้านการออกแบบห้องพัก – AHEAD Asia Awards 2025
  • โรงแรมใหม่ยอดนิยม – Smart Travel Asia: Best in Travel 2025
  • โรงแรมเปิดใหม่ยอดเยี่ยม – TTG Asia Travel Awards 2025
  • โรงแรมเปิดใหม่ที่ดีที่สุด – Skift Global Innovators Round-up (Winter 2025)
  • โรงแรมที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ – Condé Nast Traveller
  • โรงแรมในเมืองเปิดใหม่ยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย – Tatler Best Awards (Thailand Hotels)
  • รางวัล Best in Class 2025 – Tatler Best Hotels Asia Pacific  – Tatler Best Awards 2025
  • โรงแรมหรูยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย – Travel Weekly Asia Readers’ Choice Awards
  • หนึ่งใน 10 โรงแรมในเมืองที่ดีที่สุดในประเทศไทย – Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025
  • รางวัลกุญแจมิชลิน 1 ดอก – One MICHELIN Key 2025  ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานการบริการระดับโลก
  • และล่าสุด โรงแรมยอดเยี่ยม อันดับที่ 60 ของโลก ในการจัดอันดับ 100 โรงแรมยอดเยี่ยมของโลก โดย The World’s 50 Best Hotels 2025 

รักษาการประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวด้วยว่า ขณะที่อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มดุสิตธานี คือ กระแสตอบรับสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สวนลอยฟ้าขนาด 7 ไร่ ในโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งเป็นความตั้งใจของกลุ่มดุสิตธานีที่จะมอบให้เป็นพื้นที่สีเขียวของประชาชน ที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่นอกจากจะบ่งบอกถึงความเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญแล้ว ยังบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มดุสิตธานีที่จะตอบแทนคืนสังคม รวมถึงสร้างความยั่งยืนผ่านโครงการสวนดุสิตอรุณ

“ทั้งหมดคือ จิตวิญญาณของความเป็นดุสิตธานี และโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หัวใจของการบริการอันอบอุ่นแบบไทยที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งเปิดให้บริการครั้งแรกจนถึงวันนี้ ยังคงเป็นเหมือนเดิม ขณะที่เราพร้อมจะพัฒนาบริการด้านต่างๆ เพิ่มเติมตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ของยุคสมัย ของคนทุกช่วงวัย เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างความประทับใจในสมกับที่เราได้รับเกียรติให้เป็นโรงแรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” นายชนินทธ์กล่าว

ครั้งแรก ! ของ ‘ดุสิตธานี กรุงเทพ’ – ขณะที่ ‘ดุสิตธานี เกียวโต’ ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

กรุงเทพฯ 10 ตุลาคม 2568 : กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้าตอกย้ำบริการที่เป็นเลิศด้วยมาตรฐานระดับโลก หลังจาก 2 โรงแรมเรือธง โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต คว้ารางวัล “มิชลิน คีย์”  โดย “ดุสิตธานี กรุงเทพ” ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 สามารถคว้ารางวัลได้เป็นปีแรก ขณะที่ “ดุสิตธานี เกียวโต” คว้า มิชลิน คีย์ ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของกลุ่มดุสิตธานี แบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

มร. จิลล์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า รางวัล “มิชลิน คีย์” (Michelin Key) ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์ Michelin Guide เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ถือเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพระดับโลกที่มอบให้แก่โรงแรมที่มอบประสบการณ์การเข้าพักและการบริการที่ยอดเยี่ยมเหนือระดับ โดยรางวัลที่โรงแรมทั้งสองแห่งได้รับสะท้อนถึงความทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของทีมงานในการยกระดับการบริการแบบไทยสู่มาตรฐานใหม่ในระดับสากล

“การที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้ารางวัล Michelin Key พร้อมด้วยรางวัลระดับโลกอีกมากมายภายในปีแรกหลังกลับมาเปิดให้บริการ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ก็ได้รับการยอมรับเป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ดุสิต และความมุ่งมั่นของทีมงานในการส่งมอบบริการแบบไทยที่เปี่ยมด้วยคุณภาพในเวทีระดับนานาชาติ” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.ดุสิตธานี กล่าว

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2513 ในฐานะหนึ่งในโรงแรมหรูแห่งแรกของประเทศไทย และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ด้วยสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและการบริการที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยไมตรีจิต โดยหลังจากการพัฒนาและก่อสร้างใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปี โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ภายใต้โครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์ก “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” (Dusit Central Park) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสวนลุมพินีใจกลางกรุงเทพฯ  โดยโรงแรมได้รับการออกแบบใหม่อย่างสง่างาม ผสมผสานความคลาสสิกแห่งอดีตเข้ากับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน พร้อมบริการด้านสุขภาพระดับพรีเมียม ประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดล้ำ และการบริการที่เป็นเลิศในระดับสากล โดยทุกห้องพักได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านวิวสวนลุมพินี สร้างบรรยากาศแห่งความสงบท่ามกลางความมีชีวิตชีวาของเมือง

รางวัล “มิชลิน คีย์” (Michelin Key) ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จระดับโลกที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ได้รับภายในปีแรกหลังกลับมาเปิดให้บริการ สะท้อนถึงความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและการบริการที่เป็นเลิศ นอกจากนี้ โรงแรมยังได้รับการยกย่องจากหลากหลายเวทีระดับนานาชาติ ด้วยรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ:

• Top Honours – Guestrooms Category จาก AHEAD Asia Awards 2025

• Top New Hotel จาก Smart Travel Asia – Best in Travel 2025

• Best New Hotel จาก TTG Asia Travel Awards 2025

• Best Opening จาก Skift Global Innovators Round-up (Winter 2025)

• Best Hotels in Bangkok จาก Condé Nast Traveller

• Best New City Hotel in Thailand จาก Tatler Best Awards (Thailand Hotels)

• Best Luxury Hotel (Asia) จาก Travel Weekly Asia’s Readers’ Choice Awards 2025

ขณะที่ โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนกันยายน 2566 ใจกลางเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ยังคงสร้างชื่อเสียงอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ โดยได้รับรางวัล “มิชลิน คีย์” เป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนถึงความโดดเด่นของแบรนด์ดุสิตในด้านการออกแบบ นวัตกรรม และการบริการที่เป็นเลิศ

ล่าสุด โรงแรมยังได้รับการจัดอันดับระดับสี่ดาวจาก Forbes Travel Guide’s 2025 Star Awards ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล ยืนยันถึงมาตรฐานการบริการแบบไทยที่ผสานอย่างลงตัวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านฮงวังจิ มอนเซ็นมาจิ อันเงียบสงบของเมืองเกียวโต ห่างจากสถานีรถไฟเกียวโตเพียง 850 เมตร โดดเด่นด้วยการผสานความงดงามของการบริการแบบไทยเข้ากับวัฒนธรรม โอะโมะเตะนะชิ ของญี่ปุ่น ซึ่งเน้นการดูแลแขกด้วยใจอย่างแท้จริง การออกแบบของโรงแรมสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเกียวโต ผสมผสานกับรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไทย เช่น ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากเจดีย์เมืองอยุธยา พร้อมด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย วัสดุธรรมชาติ และโทนสีที่ให้ความรู้สึกสงบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเกียวโต ความพิถีพิถันนี้ยังสะท้อนอยู่ในห้องพักทั้ง 147 ห้อง ที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต มอบความสมดุลระหว่างความสง่างามเหนือกาลเวลาและความสะดวกสบายร่วมสมัย

โรงแรมเรือธง โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต คว้ารางวัล “มิชลิน คีย์” 

นอกเหนือจากโรงแรมเรือธงทั้งสองแห่ง กลุ่มโรงแรมดุสิตยังคงสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยโรงแรมหลายแห่งได้รับการยกย่องด้วยรางวัลชั้นนำในด้านการออกแบบ การบริการ และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของผู้เข้าพัก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งมอบมาตรฐานแห่งความเป็นเลิศในทุกมิติ

ในงาน Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025 โรงแรมในเครือดุสิตจำนวน 7 แห่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโรงแรมยอดเยี่ยมในแต่ละประเภท ได้แก่:

• โรงแรมดุสิตธานี มักตันเซบู – อันดับที่ 1 | The Philippines’ Best Beach Island + Upcountry Resorts

• โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า สิงคโปร์ – อันดับที่ 4 | Singapore’s Best Hotel Pools

• โรงแรมดุสิตธานี มะนิลา – อันดับที่ 4 | The Philippines’ Best Hotel Pools

• โรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ – อันดับที่ 7 | The Maldives’ Best Resort Pools

• โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ – อันดับที่ 9 | Thailand’s Best City Hotels

• โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต – อันดับที่ 8 | Japan’s Best City Hotels

• เทวารัณย์ เวลเนส, โรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ – อันดับที่ 9 | The Maldives’ Best Resort Spas

นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน โรงแรมดุสิตธานี อาบูดาบี ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 6 จาก 20 โรงแรมยอดเยี่ยมในตะวันออกกลาง โดย Condé Nast Traveler Readers Choice Awards 2025 ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จของกลุ่มดุสิตธานีอย่างงดงามอีกด้วย

พร้อมเปิดให้บริการปี 2572 ภายในโครงการบนแนวชายฝั่งที่มีพื้นที่กว่า 20 ล้านตารางเมตร

กรุงเทพฯ 9 ธันวาคม 2568 : กลุ่มดุสิตธานี ประกาศเซ็นสัญญากับ เอิร์ธ แอนด์ ชอร์ เลเชอร์ คอมมูนิตีส์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของฟิลิปปินส์ เพื่อบริหารโรงแรม อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast) โรงแรมไลฟ์สไตล์ขนาด 150 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572 ภายในโครงการพัฒนาแนวชายฝั่งคามายา ที่มีพื้นที่กว่า 20 ล้านตารางเมตร ในเมืองมาริเวเลส จังหวัดบาตาน ชูจุดเด่นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นกับธรรมชาติที่สวยงาม ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่

มร. จิลส์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มดุสิตธานี เปิดเผยว่า การเซ็นสัญญาบริหารโรงแรม อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast)กับ เอิร์ธ แอนด์ ชอร์ เลเชอร์ คอมมูนิตีส์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของฟิลิปปินส์ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กลุ่มดุสิตธานีได้นำแบรนด์ “อาศัย” สู่คายามา โคสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูงในฟิลิปปินส์ ด้วยการเติบโตของนักท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ “คามายา โคสต์” เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดของฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในประเทศสำหรับการพักผ่อนระยะสั้น โดยใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 4 ชั่วโมงโดยรถยนต์ หรือราว 90 นาทีด้วยเรือเฟอร์รี่เส้นทางมะนิลา–คามายา ขณะที่ในปี 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดบาตานต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 1.23 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 41% จากปีก่อนหน้า ด้วยจุดเด่นด้านประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ชายหาดสวยงาม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

“โรงแรม อาศัย คามายา โคสต์  จะเป็นโรงแรมแบรนด์อาศัยแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในโครงการพัฒนาแนวชายฝั่งขนาดใหญ่ โดยนำเสนอห้องพักที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ พื้นที่ส่วนกลางที่สร้างสรรค์ และประสบการณ์ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่มองหาการพักผ่อนที่มีความหมาย ทำให้เราเชื่อว่า ที่นี่จะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับผู้เข้าพักอย่างแน่นอน” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มดุสิตธานี กล่าว

โรงแรมแห่งนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งที่พักอาศัย พื้นที่เพื่อการพักผ่อน สนามกอล์ฟ 18 หลุม สวนน้ำ และสนามบินแห่งใหม่ จึงพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โครงการนี้ยังเน้นแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยรักษาพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับ ‘ทรี ออฟ ไลฟ์’ (Tree of Life)  โปรแกรมด้านความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี เพื่อสร้างกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับธรรมชาติของพื้นที่

มร. มานูเอล คาร์ลอส อีลากัน จูเนียร์ ประธานบริษัท เอิร์ธ แอนด์ ชอร์ เลเชอร์ คอมมูนิตีส์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า คามายา โคสต์เป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวในจังหวัดบาตาน และบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับกลุ่มดุสิตธานี ซึ่งมีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันในการพัฒนาจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นและยั่งยืน

ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมในฟิลิปปินส์ที่เปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง และเตรียมเปิดโรงแรมใหม่หลายแห่งตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป รวมถึง โรงแรมดุสิต โฮเทล กรีนฮิลส์ มะนิลา, พลาซ่า เด ซัมโบอังกา – ดุสิต คอลเลคชั่น และโรงแรมแบรนด์ ดุสิต ปริ้นเซส ที่เมือง ลิปา และ เซบู รวมถึง อาศัย ออสลอบ เซบู และ ดุสิตดีทู เรสซิเดนซ์ เซบู ซิตี้ ในปี 2570

พิธีลงนามเพื่อบริหารโรงแรม อาศัย คามายา โคสต์ จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ บ้านดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในภาพ (เรียงจากซ้าย):
มร. เดทเลฟ สโครบาเน็ค ผู้อำนวยการฝ่ายบริการด้านเทคนิค กลุ่มดุสิตธานี
มร. จิลส์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มดุสิตธานี
คุณศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม กลุ่มดุสิตธานี  
มร. มานูเอล คาร์ลอส อีลากัน จูเนียร์ ประธานบริษัท เอิร์ธ แอนด์ ชอร์ เลเชอร์ คอมมูนิตีส์ คอร์ปอเรชั่น
มร. หลุยส์ คาร์เมโล เอช. วาเลนซูเอลา รองประธานฝ่ายการเงิน คามายา โคสต์
มร. โรเนล ซี. ซุงกา หัวหน้าหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ คามายา โคสต์