กรุงเทพฯ 26 มีนาคม 2569 – โรงแรมในเครือดุสิตธานี ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ด้วยนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ ด้วยการเชิญชวนสัมผัสประสบการณ์การเข้าพักอย่างสมดุล ตั้งแต่บรรยากาศสงกรานต์สุดคึกคักใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงการพักผ่อนสบาย ๆ ริมทะเล ขณะที่โรงแรมในเครือดุสิตธานีทั่วประเทศพร้อมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มองหาทั้งความสนุกของเทศกาลและช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย


โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ โรงแรมระดับ กุญแจมิชลิน 1 ดอก ขอเชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์พักผ่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยแพ็กเกจ Songkran Escape in Bangkok ข้อเสนอพิเศษช่วงเวลาจำกัด สำหรับการเข้าพัก 2 คืน พร้อมอาหารเช้าทุกวัน สำหรับสองท่าน และอาหารไทยชุดพิเศษ 1 มื้อ ณ ห้องอาหารพาวิลเลี่ยน พร้อมกิจกรรมเฉลิมฉลองที่คัดสรรเป็นพิเศษ อาทิ สิทธิ์เข้าร่วมงาน Songkran Feast in the Park ณ สวนดุสิตอรุณ รูฟพาร์ก (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 เมษายน) รวมถึงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น บริการรับ–ส่งด้วยรถปอร์เช่ ที่เป็นลีมูซีนของโรงแรม, เครื่องดื่มค็อกเทล ณ 1970 Bar และชุดของต้อนรับธีมสงกรานต์ แพ็กเกจราคาเริ่มต้น 40,060 บาท++ สำหรับการเข้าพัก 2 คืน ในห้อง Premier Room พร้อมรับสิทธิพิเศษและส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก Dusit Gold เปิดให้จองถึงวันที่ 13 เมษายน 2569 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 11–19 เมษายน 2569

โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน นำเสนอการเฉลิมฉลองสงกรานต์ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ด้วยรีสอร์ทริมทะเลที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการพักผ่อนระยะยาวและการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ด้วยบริการอาหารไทยแบบดั้งเดิม การเฉลิมฉลองกลางแจ้ง และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้ข้อเสนอ The Long Escape – Stay Longer, Save More ผู้เข้าพักจะได้รับส่วนลดสูงสุด 15% สำหรับการเข้าพักตั้งแต่ 4 คืนขึ้นไป และสมาชิกดุสิตโกลด์รับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 20% ราคาเริ่มต้น 2,601 บาท++ ต่อคืน เปิดให้จองถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และเข้าพักได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

และโรงแรมดุสิตธานี พัทยา มอบประสบการณ์การพักผ่อนริมทะเลที่ผสานการเข้าถึงชายหาดโดยตรงเข้ากับความสะดวกสบายใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้าและการจองตรงกับโรงแรม อาทิ Breakfast On Us สำหรับระยะเวลาจำกัด มอบอาหารเช้าฟรีทุกวัน เมื่อจองภายในวันที่ 19 เมษายน 2569 สำหรับการเข้าพักจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ดุสิตโกลด์ รับสิทธิ์ส่วนลดสูงสุด 25% สำหรับการจองภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 19 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2569 พร้อมรับเครดิตโรงแรมมูลค่า 500 บาทต่อการเข้าพัก สำหรับการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ dusit.com อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอและประสบการณ์พิเศษตามฤดูกาลอีกมากมาย ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิตทั่วประเทศไทยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ dusit.com
ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมขยายแนวปฏิบัติสู่โรงแรมในเครือทั่วโลก
กรุงเทพฯ 24 มีนาคม 2569 – กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ด้วยการประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council: GSTC) นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนสู่ธุรกิจโรงแรมในเครือทั่วโลก
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบัน ความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มดุสิตธานีให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ การพัฒนา และการทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับในระดับสากล การเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก หรือ GSTC ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในเส้นทางการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ Tree of Life ที่มุ่งมั่นสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับจุดหมายปลายทางและชุมชนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ
GSTC เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลกที่รวมความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน การเป็นสมาชิกในครั้งนี้ทำให้กลุ่มดุสิตธานีร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การทำงานร่วมกัน และการผลักดันการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในอุตสาหกรรม
กลุ่มดุสิตธานี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2492 และเติบโตเป็นบริษัทด้านบริการต้อนรับแบบครบวงจร ครอบคลุมธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท การศึกษาอาหารและการโรงแรม ธุรกิจอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีโรงแรม รีสอร์ท และวิลล่าหรูกว่า 290 แห่ง ใน 18 ประเทศ รวมมากกว่า 11,800 ห้อง ภายใต้ 9 แบรนด์

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี คือโครงการ Tree of Life ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานในระดับองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) อาทิ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริโภคอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน


ในด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มดุสิตธานีได้นำระบบบริหารจัดการพลังงานมาใช้ในระดับโรงแรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งแล้วในหลายแห่ง อาทิ ดุสิตธานี มัลดีฟส์, ดุสิต บีช รีสอร์ท กวม, ดุสิตธานี เกียวโต, อาศัย เกียวโต ชิโจ และดุสิตธานี ลูบี แพลนเทชัน รีสอร์ท
ขณะที่การบริหารจัดการน้ำ กลุ่มดุสิตธานีดำเนินการผ่านมาตรการประหยัดน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้เพื่อรดน้ำต้นไม้และดูแลภูมิทัศน์ พร้อมกันนี้ยังได้นำมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น อุปกรณ์แบบเติมได้ ขวดน้ำแบบใช้ซ้ำ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ด้านการจัดการขยะอาหาร ดุสิตใช้แนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ การลดของเสียในกระบวนการเตรียมอาหาร การส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กับชุมชนท้องถิ่นเมื่อเป็นไปได้ และการนำขยะอินทรีย์ไปผลิตปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในสวนและโครงการชุมชน
กลุ่มดุสิตธานียังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในมิติสังคม โดยได้เข้าร่วม The Code ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อคุ้มครองเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 พร้อมบูรณาการแนวทางป้องกันในนโยบายองค์กร และฝึกอบรมพนักงานในโรงแรมทั่วประเทศไทย รวมถึงลงนามในคำประกาศของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ว่าด้วยการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ตอกย้ำจุดยืนด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และนโยบายไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
การมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ Dusit Smiles ความร่วมมือกับมูลนิธิ Operation Smile ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยสามารถระดมทุนได้มากกว่า 13 ล้านบาท เพื่อช่วยสนับสนุนการผ่าตัดและการดูแลรักษาที่เปลี่ยนชีวิตเด็กไทยกว่า 750 คน
“ที่ผ่านมาเราดำเนินการด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในทุกมิติ และเรามั่นใจว่า การเป็นสมาชิกของ GSTC ในครั้งนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนในระดับโลก ที่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมจะยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวที่จะขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนไปสู่โรงแรมในเครือของดุสิตธานีที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย” นายชนินทธ์กล่าว
ด้าน มร. แรนดี้ เดอร์แบนด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) กล่าวว่า GSTC ยินดีต้อนรับกลุ่มดุสิตธานีในฐานะสมาชิก และชื่นชมในความมุ่งมั่นในการสนับสนุนพันธกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญนี้ในอนาคต
ตอกย้ำความมั่นใจผู้ลงทุนกับโอกาสเติบโตในอนาคต
กรุงเทพฯ 14 มกราคม 2569 – กลุ่มดุสิตธานี พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนแผนเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 ปักหมุดเปิดให้บริการโรงแรมใหม่จำนวนกว่า 1,400 ห้อง ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลางและตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ หลังจากสร้างสถิติพัฒนาโครงการโรงแรมในปี 2568 ด้วยการลงนามในสัญญาบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ดุสิตธานีในเวทีสากล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านยุทธศาสตร์ในการทำตลาดของบริษัทฯ ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการเมือง กระบวนการด้านกฎระเบียบ ความพร้อมด้านการก่อสร้าง ตลอดจนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงการโรงแรมในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ ได้ลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพมาตรฐานแบรนด์ไทยของกลุ่มดุสิตธานีในเวทีสากล ขณะที่ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมโรงแรมทั่วโลกอยู่ระหว่างการทบทวนแผนการขยายธุรกิจ จากแรงกดดันด้านต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น และความคาดหวังของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่กลุ่มดุสิตธานียังคงยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย ผ่านกลยุทธ์ที่เน้นความชัดเจนของแบรนด์ สะท้อนถึงการดำเนินงานอย่างมีวินัย และความสามารถในการนำโครงการออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับเจ้าของโครงการ
และแม้ว่าจำนวนการเซ็นสัญญาจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่กลุ่มดุสิตธานียังคงใช้หลักความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการมากกว่าการมุ่งขยายจำนวนโรงแรมเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ หันไปมุ่งเน้นโครงการปรับปรุงอาคารเดิม (Conversion) และโครงการบราวน์ฟิลด์ (Brownfield) ซึ่งมีระยะเวลาการพัฒนาสั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่าโครงการกรีนฟิลด์ (Greenfield) แบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ และการควบคุมคุณภาพการดำเนินงานในแต่ละตลาด



แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายโครงการที่มีทั้งการลงนามสัญญาและเปิดให้บริการภายในปี 2568 อาทิ ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค (Dusit Hotel AG Park) เมืองเฉิงตู ประเทศจีน, ดุสิตดีทู เฟย์ดู มัลดีฟส์ (dusitD2 Feydhoo Maldives) และ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของดุสิตธานีในการดำเนินโครงการได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการรักษามาตรฐานแบรนด์ และการสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระดับนานาชาติ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ในกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ แบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana – Dusit Retreats) แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น (Dusit Collection) และแบรนด์ ดุสิต โฮเทลส์ (Dusit Hotels) ที่ช่วยขยายการเข้าถึงตลาดตั้งแต่กลุ่มลักชัวรีด้านสุขภาพ โรงแรมลักชัวรีที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึงกลุ่มลูกค้าระดับบน ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและพันธมิตรด้านการลงทุนได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ปี 2568 ที่ผ่านมา จึงนับได้ว่า เป็นปีแห่งการขยายฐานในตลาดสำคัญหลายแห่งของกลุ่มดุสิตธานี ไม่ว่าจะเป็นการลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร คาลิวาตู วิลล่าแอนด์เรสซิเดนซ์ – ดุสิต คอลเลคชั่น (Kaliwatu Villas & Residences – Dusit Collection) ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของกลุ่มในประเทศอินโดนีเซีย, การต่อยอดความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร วี โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (WE Hotel – Dusit Collection) โรงแรมภายใต้แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น แห่งแรกในญี่ปุ่น ในขณะที่อินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดการเติบโตหลักของดุสิตธานี โดยมีการลงนามสัญญารับบริหารโรงแรมใหม่รวม 6 แห่ง ครอบคลุมทั้งแบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น และ ดุสิต ปริ้สเซส ในหลากหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับมัลดีฟส์ ที่บริษัทฯ สามารถขยายแบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ ซึ่งเป็นแบรนด์เวลเนสรีสอร์ทแบบครบวงจรระดับเรือธง ที่เน้นเรื่องการดูแลด้านสุขภาพ ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร เดวาราณา มัลดีฟส์ – ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana Maldives – a Dusit Retreat)
รวมถึงในตะวันออกกลาง ที่ดุสิตธานีขยายการดำเนินงานสู่ประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งแรก ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิตโฮเทล อัลอาฮซา (Dusit Hotel Al Ahsa) ภายในโอเอซิสอัลอาห์ซา แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ผ่านโครงการ อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast) และ ดุสิต กรีนฮิลส์ มะนิลา (Dusit Hotel Greenhills Manila) ขณะที่ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิต สวีท ศรีราชา (Dusit Suites Sriracha) และเปิดให้บริการ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ภายใต้แนวคิด ทรี ออฟ ไลฟ์ท (Tree of Life) ส่งท้ายปี 2568 ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร เดอะ สแตรนด์ โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (The Strand Hotel – Dusit Collection) และ อาศัย ย่างกุ้ง (ASAI Yangon) ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของตลาดเมียนมา
“ขณะนี้เรามีโรงแรมที่ลงนามในสัญญาและอยู่ระหว่างดำเนินการของกลุ่มดุสิตธานีอีกมากกว่า 50 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ด้วยกลยุทธ์สร้างการเติบโตของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์และทำเลที่เหมาะสม ควบคู่กับการใช้แบรนด์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ และสร้างผลประกอบการที่ยั่งยืน ซึ่งจากแรงส่งในปี 2568 ทำให้คาดว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการเปิดโรงแรมใหม่ในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เมียนมา ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการ “ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วย โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่พักอาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี่ พื้นที่สำนักงานระดับพรีเมี่ยม และศูนย์การค้าสุดหรู ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนศักยภาพในการพัฒนาและบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนของกลุ่มดุสิตธานี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีกล่าว
ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานี มีโครงการในความดูแลทั่วโลกจำนวน 296 แห่ง ใน 18 ประเทศ แบ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ท 58 แห่ง และวิลล่าหรูเพื่อการเช่า 238 แห่ง ครอบคลุม 9 แบรนด์ ตั้งแต่ระดับไลฟ์สไตล์ไปจนถึงลักชัวรีเฉพาะตัว
เป้าหมายพัฒนา ‘เดอะ ฟู้ด สคูล’ ผลิตบุคลากร เข้าร่วมคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส
กรุงเทพฯ 4 กุมภาพันธ์ 2569 – กลุ่มดุสิตธานีเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการ วางเป้าหมายเร่งพัฒนา “เดอะ ฟู้ด สคูล” ให้สามารถเร่งผลิตบุคลากรคุณภาพให้มากขึ้น สร้างโอกาสในการเข้าคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างเชฟมิชลินสตาร์ จากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี ทั้งวิทยาลัยดุสิตธานี และเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ พร้อมโชว์ศักยภาพในฐานะแบรนด์ไทยที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมด้วยความเป็นไทย” ส่งผลให้โรงแรมภายใต้การบริหาร 3 แห่ง คว้า“กุญแจมิชลิน” 1 ดอก ขณะที่ร้านอาหาร “คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา” ที่เปิดให้บริการในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้า มิชลิน 1 ดาว
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านบริการ ด้านบุคลากร และด้านความคาดหวังที่สูงขึ้น กลุ่มดุสิตธานียังคงมุ่งมั่นที่จะฟันฝ่าความท้าทายดังกล่าวด้วยเป้าหมายในการผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไทย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสบการณ์ของลูกค้า แต่ยังหมายถึงมาตรฐาน ทักษะ และพื้นฐานที่จะช่วยผลักดันบุคลากรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมนี้ โดยล่าสุด กลุ่มดุสิตธานีวางแผนที่จะมุ่งพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านเดอะ ฟู้ด สคูล โรงเรียนสอนการทำอาหารที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง ด้วยความร่วมมือกับสถาบันพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้แก่ ALMA ของอิตาลี, TSUJI ของญี่ปุ่น และวิทยาลัยดุสิตธานี เพื่อเสริมทักษะให้ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตอกย้ำรากฐานด้านวัฒนธรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศไทย เชื่อมต่อไปสู่ระดับสากล


“ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีได้พัฒนาบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมอาหารและบริการ ที่เติบโตจากระบบการศึกษาของเรา ทั้งจากวิทยาลัยดุสิตธานีและเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ จนมีศิษย์เก่าที่เติบโตและเฉิดฉาย มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลกจำนวนมากมาย จนถึงวันนี้เรามีเป้าหมายอย่างชัดเจนที่จะผลักดันให้ “เดอะ ฟู้ด สคูล” สถาบันการศึกษาน้องใหม่ของกลุ่ม ทำหน้าที่สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรุ่นใหม่ๆ ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลกอย่างมิชลิน เจริญรอยตามสถาบันที่มีอยู่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว
ที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีประสบความสำเร็จในการผลิตบุคลากรคุณภาพ ที่เติบโตจากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี โดยวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านการบริการและศิลปะการประกอบอาหารที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี สามารถผลิตเชฟและผู้ประกอบการคุณภาพมากมาย รวมถึงผู้ร่วมแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ เช่น มาสเตอร์เชฟ และไอรอนเชฟ โดยศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลจากมิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้แก่
เช่นเดียวกันกับความสำเร็จของโรงเรียนการอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ ที่มีศิษย์เก่าที่มีผลงานโดดเด่น สามารถก้าวขึ้นทำเนียบเชฟระดับโลก ได้แก่
การคว้ารางวัลมิชลินของกลุ่มดุสิตธานี ยังครอบคลุมทั้งบริการด้านโรงแรม และร้านอาหาร โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต และโรงแรมดุสิตธานี มักตัน เซบู ได้รับ “มิชลิน คีย์” หรือกุญแจมิชลิน 1 ดอก ซึ่งยืนยันถึงประสบการณ์การเข้าพักระดับพิเศษ การออกแบบที่พิถีพิถัน บริการที่ประณีต และการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ประสบการณ์ของลูกค้า ขณะที่ร้านอาหาร ‘คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา’ ซึ่งเปิดให้บริการที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้ามิชลิน 1 ดาว และกลายเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งหมดนี้ ล้วนตอกย้ำบทบาทของกลุ่มดุสิตธานีในฐานะผู้รังสรรค์ประสบการณ์ด้านบริการและอาหารระดับเวิลด์คลาสได้เป็นอย่างดี

สามารถรับชมวิดีโอสรุปข่าวสั้นได้ ที่นี่ และดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอต้นฉบับได้ ที่นี่
กรุงเทพฯ 5 พฤศจิกายน 2568 : หลังจากกลับมาเปิดให้บริการเพียงปีกว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ สร้างปรากฏการณ์ในฐานะโรงแรมแบรนด์ไทย ที่เดินหน้ากวาดรางวัลในระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดติดอันดับ 60 ของ 100 โรงแรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก จากการจัดอันดับ The World’s 50 Best Hotels 2025 ขณะที่ก่อนหน้านี้เพิ่งคว้า “มิชลิน คีย์” ได้เป็นครั้งแรก ด้าน “ชนินทธ์ โทณวณิก” เปิดใจเบื้องหลังความกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งเดิม และใช้เวลากว่า 5 ปี กับการสร้างโรงแรมแห่งใหม่ ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะผู้นำแห่งการให้บริการแบบไทยในเวทีโลก
นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า หลังจากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ซึ่งเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ในระยะเวลาเพียง 1 ปีกว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ สามารถคว้ารางวัลมิชลิน คีย์ (Michelin Key) จากการประกาศของ Michelin Guide มาครองได้เป็นครั้งแรก และล่าสุด โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ยังได้รับเกียรติให้ติดอันดับที่ 60 จากรายชื่อ 100 โรงแรมยอดเยี่ยมของโลก จากการจัดอันดับโดย The World’s 50 Best Hotels 2025 ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปีนี้
การจัดอันดับโรงแรมยอดเยี่ยมของโลก โดย The World’s 50 Best Hotels Academy ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระกว่า 800 คน จากทั่วโลก ทั้งนักเดินทางมืออาชีพ นักเขียนด้านท่องเที่ยว และผู้นำในอุตสาหกรรมการบริการ เพื่อสะท้อนถึงความเป็นเลิศ ความหลากหลาย และความทุ่มเทของทีมงานเบื้องหลังแต่ละโรงแรมทั่วโลก นับเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการบริการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับสากล
“รางวัลในระดับนานาชาติและระดับโลก นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวดุสิตธานี ทุกคน และตอกย้ำการตัดสินใจที่ถูกต้องของเราในวันนั้น ที่เลือกที่จะทำในสิ่งที่กล้าหาญด้วยการปิดโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งเดิม และใช้เวลากว่า 5 ปีกับการลงทุนครั้งสำคัญด้วยการสร้างโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์ก “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ใจกลางกรุงเทพมหานคร การกลับมาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการพลิกโฉมตำนานแห่งการบริการแบบไทยให้ร่วมสมัย แต่ยังเป็นการยกระดับประสบการณ์แห่งความหรูหราให้เชื่อมโยงกับแนวคิดด้านสุขภาวะและความยั่งยืนในทุกมิติ ด้วยความมุ่งมั่นในการผสาน “ความเป็นไทย” เข้ากับ “นวัตกรรมแห่งการบริการร่วมสมัย” อย่างกลมกลืน เพื่อตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ “ดุสิตธานี” ที่เป็นแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ที่ต้องการเป็นตัวแทนแห่งความอบอุ่น ความงดงาม และความภาคภูมิใจของอุตสาหกรรมการบริการไทยอย่างแท้จริง สมดังเจตนารมณ์ของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ท่านผู้ก่อตั้ง” นายชนินทธ์กล่าว
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ ได้ผสานความสง่างามของสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิม เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว โดยทุกห้องพักได้รับการออกแบบให้มองเห็นวิวสวนลุมพินีอันร่มรื่นผ่านกระจกเต็มบานกว้างถึง 5 เมตร พร้อมบริการด้าน wellness ครบวงจร ที่รวมทั้งสระว่ายน้ำอินฟินิตี้พูล ยิม และ Devarana Wellness ที่พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างเหนือระดับด้วยทรีตเมนต์ สปา และโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ โรงแรมแห่งนี้ยังได้รวบรวมประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียมไว้ครบครัน ทั้งห้องอาหารอิตาเลียนคานูบี, ห้องอาหารพาวิลเลียน, คาเฟ่ ดุสิต กูร์เมต์, รูฟท็อปบาร์ The Spire, 1970 Bar และ Grand Lobby Lounge ซึ่งล้วนสะท้อนศิลปะแห่งการต้อนรับแบบไทยในบรรยากาศร่วมสมัยบนมาตรฐานการบริการระดับสากล
ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี หลังการกลับมาเปิดให้บริการ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากสื่อและองค์กรระดับนานาชาติ พร้อมคว้ารางวัลอันทรงเกียรติหลากหลายรายการ อาทิ
รักษาการประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวด้วยว่า ขณะที่อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มดุสิตธานี คือ กระแสตอบรับสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สวนลอยฟ้าขนาด 7 ไร่ ในโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งเป็นความตั้งใจของกลุ่มดุสิตธานีที่จะมอบให้เป็นพื้นที่สีเขียวของประชาชน ที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่นอกจากจะบ่งบอกถึงความเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญแล้ว ยังบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มดุสิตธานีที่จะตอบแทนคืนสังคม รวมถึงสร้างความยั่งยืนผ่านโครงการสวนดุสิตอรุณ
“ทั้งหมดคือ จิตวิญญาณของความเป็นดุสิตธานี และโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หัวใจของการบริการอันอบอุ่นแบบไทยที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งเปิดให้บริการครั้งแรกจนถึงวันนี้ ยังคงเป็นเหมือนเดิม ขณะที่เราพร้อมจะพัฒนาบริการด้านต่างๆ เพิ่มเติมตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ของยุคสมัย ของคนทุกช่วงวัย เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างความประทับใจในสมกับที่เราได้รับเกียรติให้เป็นโรงแรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” นายชนินทธ์กล่าว



ครั้งแรก ! ของ ‘ดุสิตธานี กรุงเทพ’ – ขณะที่ ‘ดุสิตธานี เกียวโต’ ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
กรุงเทพฯ 10 ตุลาคม 2568 : กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้าตอกย้ำบริการที่เป็นเลิศด้วยมาตรฐานระดับโลก หลังจาก 2 โรงแรมเรือธง โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต คว้ารางวัล “มิชลิน คีย์” โดย “ดุสิตธานี กรุงเทพ” ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 สามารถคว้ารางวัลได้เป็นปีแรก ขณะที่ “ดุสิตธานี เกียวโต” คว้า มิชลิน คีย์ ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของกลุ่มดุสิตธานี แบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
มร. จิลล์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า รางวัล “มิชลิน คีย์” (Michelin Key) ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์ Michelin Guide เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ถือเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพระดับโลกที่มอบให้แก่โรงแรมที่มอบประสบการณ์การเข้าพักและการบริการที่ยอดเยี่ยมเหนือระดับ โดยรางวัลที่โรงแรมทั้งสองแห่งได้รับสะท้อนถึงความทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของทีมงานในการยกระดับการบริการแบบไทยสู่มาตรฐานใหม่ในระดับสากล
“การที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้ารางวัล Michelin Key พร้อมด้วยรางวัลระดับโลกอีกมากมายภายในปีแรกหลังกลับมาเปิดให้บริการ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ก็ได้รับการยอมรับเป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ดุสิต และความมุ่งมั่นของทีมงานในการส่งมอบบริการแบบไทยที่เปี่ยมด้วยคุณภาพในเวทีระดับนานาชาติ” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.ดุสิตธานี กล่าว
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2513 ในฐานะหนึ่งในโรงแรมหรูแห่งแรกของประเทศไทย และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ด้วยสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและการบริการที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยไมตรีจิต โดยหลังจากการพัฒนาและก่อสร้างใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปี โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ภายใต้โครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์ก “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” (Dusit Central Park) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสวนลุมพินีใจกลางกรุงเทพฯ โดยโรงแรมได้รับการออกแบบใหม่อย่างสง่างาม ผสมผสานความคลาสสิกแห่งอดีตเข้ากับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน พร้อมบริการด้านสุขภาพระดับพรีเมียม ประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดล้ำ และการบริการที่เป็นเลิศในระดับสากล โดยทุกห้องพักได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านวิวสวนลุมพินี สร้างบรรยากาศแห่งความสงบท่ามกลางความมีชีวิตชีวาของเมือง
รางวัล “มิชลิน คีย์” (Michelin Key) ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จระดับโลกที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ได้รับภายในปีแรกหลังกลับมาเปิดให้บริการ สะท้อนถึงความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและการบริการที่เป็นเลิศ นอกจากนี้ โรงแรมยังได้รับการยกย่องจากหลากหลายเวทีระดับนานาชาติ ด้วยรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ:
• Top Honours – Guestrooms Category จาก AHEAD Asia Awards 2025
• Top New Hotel จาก Smart Travel Asia – Best in Travel 2025
• Best New Hotel จาก TTG Asia Travel Awards 2025
• Best Opening จาก Skift Global Innovators Round-up (Winter 2025)
• Best Hotels in Bangkok จาก Condé Nast Traveller
• Best New City Hotel in Thailand จาก Tatler Best Awards (Thailand Hotels)
• Best Luxury Hotel (Asia) จาก Travel Weekly Asia’s Readers’ Choice Awards 2025
ขณะที่ โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนกันยายน 2566 ใจกลางเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ยังคงสร้างชื่อเสียงอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ โดยได้รับรางวัล “มิชลิน คีย์” เป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนถึงความโดดเด่นของแบรนด์ดุสิตในด้านการออกแบบ นวัตกรรม และการบริการที่เป็นเลิศ
ล่าสุด โรงแรมยังได้รับการจัดอันดับระดับสี่ดาวจาก Forbes Travel Guide’s 2025 Star Awards ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล ยืนยันถึงมาตรฐานการบริการแบบไทยที่ผสานอย่างลงตัวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น
โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านฮงวังจิ มอนเซ็นมาจิ อันเงียบสงบของเมืองเกียวโต ห่างจากสถานีรถไฟเกียวโตเพียง 850 เมตร โดดเด่นด้วยการผสานความงดงามของการบริการแบบไทยเข้ากับวัฒนธรรม โอะโมะเตะนะชิ ของญี่ปุ่น ซึ่งเน้นการดูแลแขกด้วยใจอย่างแท้จริง การออกแบบของโรงแรมสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเกียวโต ผสมผสานกับรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไทย เช่น ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากเจดีย์เมืองอยุธยา พร้อมด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย วัสดุธรรมชาติ และโทนสีที่ให้ความรู้สึกสงบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเกียวโต ความพิถีพิถันนี้ยังสะท้อนอยู่ในห้องพักทั้ง 147 ห้อง ที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต มอบความสมดุลระหว่างความสง่างามเหนือกาลเวลาและความสะดวกสบายร่วมสมัย

นอกเหนือจากโรงแรมเรือธงทั้งสองแห่ง กลุ่มโรงแรมดุสิตยังคงสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยโรงแรมหลายแห่งได้รับการยกย่องด้วยรางวัลชั้นนำในด้านการออกแบบ การบริการ และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของผู้เข้าพัก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งมอบมาตรฐานแห่งความเป็นเลิศในทุกมิติ
ในงาน Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025 โรงแรมในเครือดุสิตจำนวน 7 แห่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโรงแรมยอดเยี่ยมในแต่ละประเภท ได้แก่:
• โรงแรมดุสิตธานี มักตันเซบู – อันดับที่ 1 | The Philippines’ Best Beach Island + Upcountry Resorts
• โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า สิงคโปร์ – อันดับที่ 4 | Singapore’s Best Hotel Pools
• โรงแรมดุสิตธานี มะนิลา – อันดับที่ 4 | The Philippines’ Best Hotel Pools
• โรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ – อันดับที่ 7 | The Maldives’ Best Resort Pools
• โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ – อันดับที่ 9 | Thailand’s Best City Hotels
• โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต – อันดับที่ 8 | Japan’s Best City Hotels
• เทวารัณย์ เวลเนส, โรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ – อันดับที่ 9 | The Maldives’ Best Resort Spas
นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน โรงแรมดุสิตธานี อาบูดาบี ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 6 จาก 20 โรงแรมยอดเยี่ยมในตะวันออกกลาง โดย Condé Nast Traveler Readers’ Choice Awards 2025 ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จของกลุ่มดุสิตธานีอย่างงดงามอีกด้วย






พร้อมเปิดให้บริการปี 2572 ภายในโครงการบนแนวชายฝั่งที่มีพื้นที่กว่า 20 ล้านตารางเมตร
กรุงเทพฯ 9 ธันวาคม 2568 : กลุ่มดุสิตธานี ประกาศเซ็นสัญญากับ เอิร์ธ แอนด์ ชอร์ เลเชอร์ คอมมูนิตีส์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของฟิลิปปินส์ เพื่อบริหารโรงแรม อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast) โรงแรมไลฟ์สไตล์ขนาด 150 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572 ภายในโครงการพัฒนาแนวชายฝั่งคามายา ที่มีพื้นที่กว่า 20 ล้านตารางเมตร ในเมืองมาริเวเลส จังหวัดบาตาน ชูจุดเด่นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นกับธรรมชาติที่สวยงาม ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่
มร. จิลส์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มดุสิตธานี เปิดเผยว่า การเซ็นสัญญาบริหารโรงแรม อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast)กับ เอิร์ธ แอนด์ ชอร์ เลเชอร์ คอมมูนิตีส์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของฟิลิปปินส์ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กลุ่มดุสิตธานีได้นำแบรนด์ “อาศัย” สู่คายามา โคสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูงในฟิลิปปินส์ ด้วยการเติบโตของนักท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ “คามายา โคสต์” เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดของฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในประเทศสำหรับการพักผ่อนระยะสั้น โดยใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 4 ชั่วโมงโดยรถยนต์ หรือราว 90 นาทีด้วยเรือเฟอร์รี่เส้นทางมะนิลา–คามายา ขณะที่ในปี 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดบาตานต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 1.23 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 41% จากปีก่อนหน้า ด้วยจุดเด่นด้านประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ชายหาดสวยงาม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
“โรงแรม อาศัย คามายา โคสต์ จะเป็นโรงแรมแบรนด์อาศัยแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในโครงการพัฒนาแนวชายฝั่งขนาดใหญ่ โดยนำเสนอห้องพักที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ พื้นที่ส่วนกลางที่สร้างสรรค์ และประสบการณ์ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่มองหาการพักผ่อนที่มีความหมาย ทำให้เราเชื่อว่า ที่นี่จะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับผู้เข้าพักอย่างแน่นอน” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มดุสิตธานี กล่าว
โรงแรมแห่งนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งที่พักอาศัย พื้นที่เพื่อการพักผ่อน สนามกอล์ฟ 18 หลุม สวนน้ำ และสนามบินแห่งใหม่ จึงพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โครงการนี้ยังเน้นแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยรักษาพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับ ‘ทรี ออฟ ไลฟ์’ (Tree of Life) โปรแกรมด้านความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี เพื่อสร้างกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับธรรมชาติของพื้นที่
มร. มานูเอล คาร์ลอส อีลากัน จูเนียร์ ประธานบริษัท เอิร์ธ แอนด์ ชอร์ เลเชอร์ คอมมูนิตีส์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า คามายา โคสต์เป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวในจังหวัดบาตาน และบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับกลุ่มดุสิตธานี ซึ่งมีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันในการพัฒนาจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นและยั่งยืน
ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมในฟิลิปปินส์ที่เปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง และเตรียมเปิดโรงแรมใหม่หลายแห่งตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป รวมถึง โรงแรมดุสิต โฮเทล กรีนฮิลส์ มะนิลา, พลาซ่า เด ซัมโบอังกา – ดุสิต คอลเลคชั่น และโรงแรมแบรนด์ ดุสิต ปริ้นเซส ที่เมือง ลิปา และ เซบู รวมถึง อาศัย ออสลอบ เซบู และ ดุสิตดีทู เรสซิเดนซ์ เซบู ซิตี้ ในปี 2570

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 21 สิงหาคม 2568 – กลุ่มดุสิตธานีขยายวิสัยทัศน์ของโครงการ “Tree of Life” ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ การดูแลสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมกับชุมชน และการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เดินหน้าสู่เชียงราย หลังเริ่มบริหารทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) รีสอร์ทสไตล์เต็นท์ซาฟารีสุดหรู ที่ผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมล้านนาเข้ากับพันธกิจเพื่อความยั่งยืนอย่างกลมกลืน ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามของขุนเขาในจังหวัดเชียงราย เผยรีสอร์ทสะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ทั้งผู้เข้าพัก ชุมชน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
มร. จิลล์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของพันธกิจด้านความยั่งยืนของรีสอร์ทแห่งนี้ คือความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ‘ฟาร์มทานตะวัน’ ซึ่งเป็นสถานพักอาศัยสำหรับเด็กผู้หญิงที่ดำเนินงานโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรภายใต้ชื่อ ‘Friends of Thai Daughters’ โดยมุ่งให้การศึกษา ที่พักอันปลอดภัย และการสนับสนุนด้านจิตใจแก่เด็กผู้หญิงจากกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่มีความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์
“การเข้าบริหารทานตะวันเต็นท์แคมป์ ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์โครงการ ‘Tree of Life’ ที่เป็นแนวทางด้านความยั่งยืนของเครือดุสิต ที่ครอบคลุม 3 เสาหลัก ได้แก่ การดูแลสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมกับชุมชน และการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม โดยมีเกณฑ์การดำเนินงาน 31 ข้อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยในการบริหารทานตะวันเต็นท์แคมป์ เราได้นำแนวคิดนี้มาปฏิบัติจริง ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจากฟาร์มโดยตรง ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรมแก่เด็กผู้หญิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความยั่งยืนและการบริการที่สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว” มร.จิลล์ กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มดุสิตธานีวางแผนที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงจากฟาร์มทานตะวัน ให้ได้รับการอบรมจากสถาบันในเครือ ได้แก่ วิทยาลัยดุสิตธานี และ The Food School รวมถึงการฝึกประสบการณ์จริงที่ทานตะวันเต็นท์แคมป์และโรงแรมในเครือ เพื่อเปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพด้านการบริการในอนาคต สะท้อนถึงแนวคิดของโครงการ Tree of Life ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
ในด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม รีสอร์ทมีฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ที่เปิดให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจแปลงผัก เก็บสมุนไพรสด หรือเก็บไข่จากไก่เลี้ยงปล่อยกว่า 400 ตัว พร้อมเพลิดเพลินกับมื้ออาหารที่ห้องอาหารกลางแจ้ง “ฤดูกาล” ซึ่งนำเสนอเมนูอาหารเหนือและอาหารสากลยอดนิยม โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น เช่น สมุนไพร ผักอินทรีย์ และผลไม้ เพื่อถ่ายทอดรสชาติแท้ของภูมิภาค ควบคู่ไปกับแนวทางการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพียง 40 นาที โดยเป็นแคมป์บูทีคอันเงียบสงบที่ให้บริการเต็นท์สไตล์ซาฟารีสุดหรูจำนวน 10 หลัง ตั้งแต่เต็นท์แบบสองห้องนอนสำหรับครอบครัว ไปจนถึงห้องสวีทแบบหนึ่งห้องนอนสำหรับคู่รัก ทุกหลังมาพร้อมห้องน้ำส่วนตัว เฟอร์นิเจอร์ไม้สักทำมือ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำกลางรีสอร์ทที่โอบล้อมด้วยต้นปาล์มและดอกไม้ป่า พร้อมวิวภูเขาอันสวยงาม และลานแสดงกลางแจ้งสำหรับชมภาพยนตร์ใต้แสงดาวเคล้าเสียงธรรมชาติและกองไฟอุ่น ๆ
ผู้เข้าพักสามารถเลือกทำกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงกับธรรมชาติและชุมชนอย่างลึกซึ้ง อาทิ การเดินป่า เรียนทำอาหาร ปลูกต้นไม้ และเจริญสมาธิ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนอย่างมีความหมาย
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย สามารถเลือกกิจกรรมยิงธนู เยี่ยมชมชุมชนชาวเขาและศูนย์อนุรักษ์ช้าง หรือจองปิกนิกส่วนตัว “ป่าและทุ่ง” ที่จัดเต็มด้วยขนมปังอบสด สลัดตามฤดูกาล ชีสนำเข้า และอาหารทำสดจากครัวของรีสอร์ท ผู้เข้าพักยังสามารถสนุกกับการเล่นพิกเคิลบอลได้ที่สนามในร่มรวม 2 สนามของฟาร์มทานตะวันได้อีกด้วย
สำหรับครอบครัว รีสอร์ทมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้และสนุกไปพร้อมกัน อาทิ การปั้นเครื่องดินเผา การเพนต์แก้ว และการทำ “ตุง” ธงสีสันสดใสที่เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งใช้ประดับบ้าน วัด และงานประเพณีต่างๆ พร้อมเรียนรู้ความหมายเชิงจิตวิญญาณของลวดลายแต่ละแบบ ที่สื่อถึงความโชคดี การคุ้มครอง และความรุ่งเรือง
ทานตะวันเต็นท์แคมป์ จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอประเภทรับบริหารให้ภายใต้แบรนด์ของลูกค้าในประเทศไทย ที่ประกอบด้วย สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบกสวนสนประดิพัทธ์, โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่, และโรงแรมไชยนารายณ์ ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงราย โดยที่พักแต่ละแห่งได้รับประโยชน์จากมาตรฐานการบริการระดับสากลและความเชี่ยวชาญด้านการดำเนินงานของเครือดุสิตธานี ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวและความเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นไว้อย่างกลมกลืน
เพื่อร่วมฉลองการต้อนรับทานตะวันเต็นท์แคมป์เข้าสู่กลุ่มดุสิต บริษัทฯ ขอเสนอแพ็กเกจพิเศษ “พัก 3 คืน จ่ายเพียง 2 คืน” สำหรับห้องพักแบบเต็นท์ซาฟารี รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ในราคาสุทธิเริ่มต้นที่ 9,450 บาท ต่อคืนต่อห้อง ข้อเสนอนี้เปิดให้จองตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สำหรับการเข้าพักภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถจองได้เฉพาะผ่านเว็บไซต์ tantawantentedcamp.com
นอกจากนี้ เครือดุสิตยังนำเสนอแพ็กเกจบัตรกำนัลสุดพิเศษแบบฮาล์ฟบอร์ด สำหรับการเข้าพัก 2 คืน พร้อมอาหารเช้า และอาหารเย็น 1 มื้อต่อวัน ในราคาสุทธิ 23,900 บาท โดยสามารถใช้เข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรกำนัลได้โดยตรงที่งาน ไทยเที่ยวไทย 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 21–24 สิงหาคมนี้ หรือทางออนไลน์ที่ dusitshop.com (ระหว่างวันที่ 21–31 สิงหาคม 2568) สำหรับ
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทานตะวันเต็นท์แคมป์ กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ tantawantentedcamp.com






ตอกย้ำพันธกิจในการส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับโลกสู่จุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพทั่วโลก
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 สิงหาคม 2568 : กลุ่มดุสิตธานีขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศลงนามข้อตกลงบริหารโรงแรมร่วมกับกลุ่มอัล กาดีร์ เพื่อบริหาร “ดุสิตดีทู อัลอาฮซา” (dusitD2 Al Ahsa) รีสอร์ทแห่งใหม่ใจกลางโอเอซิสอัลอาฮซา แหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ตั้งอยู่ทางตะวันออกของคาบสมุทรอาหรับ โดยมีกำหนดให้บริการในปี 2570 เผยเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ดุสิต แห่งที่สองในประเทศซาอุดีอาระเบีย ต่อจาก ‘ดุสิตปริ๊นเซส อัลมัจมาอะห์’ ในกรุงริยาด
มร. จิลล์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงนามในข้อตกลงระหว่างกลุ่มดุสิตธานี และกลุ่มอัล กาดีร์ ในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างทรงเกียรติภายใต้การอุปถัมภ์ของเจ้าชายซาอุด บิน ทาลาล บิน บัดร์ อัล ซาอูด ผู้ว่าการเขตอัลอาฮซา โดยมีบุคคลสำคัญจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากมาย อาทิ มร. นายิฟ อัล มาดี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย, ชีค บาสเซ็ม อัล กาดีร์ ประธานกรรมการ กลุ่มอัล กาดีร์ รวมถึงคณะผู้บริหารของกลุ่มดุสิตธานี
“ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มดุสิตธานี ในการส่งมอบเอกลักษณ์แห่งการบริการแบบไทยที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตไปยังจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพทั่วโลก พร้อมมุ่งมั่นสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ที่เราเข้าไปดำเนินงาน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกลุ่มอัล กาดีร์ ในการพัฒนาจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ที่ผสานความงดงามทางธรรมชาติและมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของอัลอาฮซา ควบคู่กับการนำเสนอความสะดวกสบาย ความหรูหราทันสมัย และประสบการณ์อันน่าประทับใจสำหรับผู้เข้าพักทุกกลุ่มวัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.ดุสิตธานี กล่าว
“ดุสิตดีทู อัลอาฮซา” (dusitD2 Al Ahsa) ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของต้นปาล์มนับล้านต้น โดยมีฉากหลังเป็นขุนเขาอันเงียบสงบและสวยงาม ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีจากสนามบินนานาชาติอัลอาฮซา และประมาณ 90 นาทีโดยรถยนต์จากเมืองดัมมาม รีสอร์ทแห่งนี้พร้อมให้บริการห้องพักแบบสวีทขนาดกว้างขวางจำนวน 120 ยูนิต ตั้งแต่แบบหนึ่งห้องนอนไปจนถึงสามห้องนอน ทุกยูนิตมาพร้อมระเบียงส่วนตัวและสระแช่ตัว เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับและเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์และบรรยากาศอันเงียบสงบ
การออกแบบโครงการนำโดยบริษัท เอล โฆนัยมี อาร์คิเทค จากกรุงไคโร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความงามเหนือกาลเวลาของทะเลทราย ธรรมชาติของภูเขาโดยรอบ และต้นปาล์ม สัญลักษณ์แห่งชีวิตที่มีอยู่มากกว่า 2.5 ล้านต้นในโอเอซิสอัลอาฮซา สถาปัตยกรรมของรีสอร์ทจึงเน้นเส้นสายโค้งมน ใช้วัสดุจากธรรมชาติ และตกแต่งภายในด้วยการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความหรูหราร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน
ผู้เข้าพักจะได้สัมผัสกับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมอย่างครบครัน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและการจัดกิจกรรมในทุกรูปแบบ อาทิ ศูนย์สุขภาพครบวงจร พร้อมห้องทรีตเมนต์ส่วนตัว, พื้นที่สำหรับทำสมาธิ โยคะ และการบำบัดแบบองค์รวม, ห้องบอลรูมขนาด 1,500 ตารางเมตร รองรับการจัดงานขนาดใหญ่, สนามหญ้ากลางแจ้ง สำหรับงานวิวาห์และงานสังคม, ห้องประชุมทันสมัย ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของนักธุรกิจ, ห้องอาหารบริการตลอดวัน และ คาเฟ่บรรยากาศผ่อนคลายในล็อบบี้, สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ พร้อมสระเด็กแยกต่างหาก, คลับสำหรับเด็ก ที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร โดยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับของรีสอร์ทแห่งนี้ ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ความหรูหรา และการดูแลเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด
นอกจากนี้ รีสอร์ทยังตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่น่าสนใจ อาทิ ภูเขาอัลการอฮ์ สวนสาธารณะจูวะษะห์ และตลาดเกษีย์ริยะห์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ ‘ดุสิตดีทู อัลอาฮซา’ เป็นประตูต้อนรับนักเดินทางทั้งในและต่างประเทศที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่า และการเข้าพักที่เปี่ยมด้วยความหมาย ณ ใจกลางโอเอซิสที่ใหญ่ที่สุดในโลก
‘ดุสิตดีทู อัลอาฮซา’ มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในการขยายธุรกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมในเครือเปิดให้บริการแล้วจำนวน 9 แห่ง และยังคงเดินหน้ามองหาโอกาสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ครบวงจรและเปี่ยมด้วยความหมายให้กับนักเดินทางทั่วโลก โดยโครงการนี้เป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ดุสิตแห่งที่สองในประเทศซาอุดีอาระเบีย ต่อจาก ‘ดุสิตปริ๊นเซส อัลมัจมาอะห์’ ในกรุงริยาด ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

เผยเปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนาอีก 1 แห่ง สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์
คาดภายใน 2 ปี เซ็นสัญญาเพิ่มอีก 8 แห่ง ทั้งในเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยว
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 5 สิงหาคม 2568: กลุ่มดุสิตธานี ประกาศเปิดตัว “ดุสิต โฮเทล” (Dusit Hotels) แบรนด์ใหม่ลำดับที่ 9 อย่างเป็นทางการ เดินหน้าเสริมพอร์ตโฟลิโอโรงแรมระดับโลก พร้อมมุ่งเน้นมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับอัปเปอร์อัปสเกลที่ตอบโจทย์ตลาดและกลุ่มเป้าหมายแต่ละแห่ง โดยยังคงความเป็นเอกภาพของแบรนด์ ที่ผสานไว้ด้วยบริการอันอบอุ่นแบบไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของกลุ่มดุสิตธานี

มร.จิลล์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า แบรนด์ “ดุสิต โฮเทล” ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทั้งพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการ และนักเดินทางยุคใหม่ รวมถึงเพื่อเติมเต็มการให้บริการของกลุ่มดุสิตธานี เพราะในขณะที่แบรนด์ “ดุสิตธานี” (Dusit Thani) กำลังปรับภาพลักษณ์ไปสู่กลุ่มลักชัวรีอย่างชัดเจน แบรนด์ใหม่ลำดับที่ 9 อย่าง “ดุสิต โฮเทล” จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มอัปเปอร์อัปสเกล และเปิดโอกาสให้กลุ่มดุสิตธานีส่งมอบการบริการแบบไทยที่มีเอกลักษณ์ ไปยังกลุ่มโรงแรมที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรผู้พัฒนาโครงการ สามารถปรับแต่งประสบการณ์ตามความเหมาะสมของแต่ละตลาด ภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยเครือข่ายระดับโลก และมาตรฐานการบริการของดุสิต
ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีบริหารโรงแรม รีสอร์ท และที่พักหรู รวมทั้งสิ้น 294 แห่ง ใน 18 ประเทศทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ทั้งหมด 9 แบรนด์ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงลักชัวรีแบบส่วนบุคคล ได้แก่ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ (Wellness Luxury) ดุสิตธานี (Bespoke Luxury) ดุสิต คอลเลคชั่น (Character Luxury) ดุสิตดีทู (Lifestyle Upscale) ดุสิตปริ๊นเซส (Upper Midscale) อาศัย (Lifestyle Midscale) ดุสิต สวีท (Lifestyle Long Stay) อีลิธฮาเวนส์ (Luxury Villa Rentals) และ ดุสิต โฮเทล (Upper Upscale) ซึ่งเป็นแบรนด์ล่าสุด
“กลุ่มดุสิตธานีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เซ็นสัญญาโรงแรมใหม่แล้วกว่า 14 แห่ง และมีแผนพัฒนาอีกกว่า 60 แห่งทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งในแบรนด์ “ดุสิต โฮเทล” ที่พร้อมจะนำเสนอการต้อนรับอันอบอุ่นแบบไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของดุสิตไปยังจุดหมายปลายทางทั่วโลก ด้วยเป้าหมายในการขยายธุรกิจและความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่แขกผู้เข้าพัก” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.ดุสิตธานี กล่าว

นายศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม กลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงแรมภายใต้แบรนด์ “ดุสิต โฮเทล” ได้เปิดตัวและดำเนินการไปแล้ว 3 แห่ง ขณะที่อีก 1 แห่งอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งถือได้ว่าแบรนด์ใหม่ภายใต้กลุ่มดุสิตธานีได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งตลาดเป้าหมายและพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการ สะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งของแบรนด์ โดยภายใน 2 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาเพิ่มเติมได้อีก 8 แห่ง ในจุดหมายปลายทางหลักที่เป็นทั้งเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้น แบรนด์ ‘ดุสิต โฮเทล’ ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้พัฒนาที่กำลังมองหาคอนเซ็ปต์โรงแรมที่มีความประณีต มีความหลากหลาย และพร้อมตอบรับอนาคต ด้วยผลการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้วและระบบการให้การสนับสนุนระดับโลก
ทั้งนี้ แบรนด์ “ดุสิต โฮเทล” ได้เปิดให้บริการแล้วใน 3 แห่ง ได้แก่ ดุสิตโฮเทล โดฮา (Dusit Hotel Doha), ดุสิต เลอ ปาเลส์ ตือฮัว ฮานอย (Dusit Le Palais Tu Hoa, Hanoi) และ ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค เฉิงตู (Dusit Hotel AG Park, Chengdu) รวมถึงอีก 1 โครงการที่เซ็นสัญญาแล้วและเตรียมเปิดให้บริการในปี 2569 ได้แก่ ดุสิต กรีนฮิลส์ มะนิลา (Dusit Hotel Greenhills) ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งในตลาดสำคัญทั้งในเอเชียและตะวันออกกลาง
แบรนด์ใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการ และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มองหาโรงแรมที่มีความโดดเด่น มีมาตรฐานระดับสากล และถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน โดยเน้นการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและบริบทของสถานที่นั้นๆ ภายใต้แนวคิดบริการอย่างไทยที่เปี่ยมด้วยไมตรี
ดุสิต โฮเทล โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่อบอุ่น เรียบหรูเหนือกาลเวลา ภายใต้แนวคิด “ยกระดับความแตกต่าง สมบูรณ์แบบด้วยมนต์เสน่ห์แห่งสถานที่” (Distinctly Elevated, Perfected by Place) เพื่อมอบความสะดวกสบายเหนือระดับให้แก่นักเดินทางทั้งเพื่อธุรกิจและท่องเที่ยว โดยแต่ละพื้นที่ของโรงแรมจะตกแต่งด้วยงานศิลปะที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันและรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องถิ่น ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
โรงแรมแต่ละแห่งภายใต้แบรนด์ “ดุสิต โฮเทล” สะท้อนถึงความสามารถในการส่งมอบประสบการณ์อัปเปอร์อัปสเกลที่มีความร่วมสมัย ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับโครงการทั้งในรูปแบบรีโนเวตและพัฒนาใหม่ ซึ่งมีขนาด 120–300 ห้องพัก โดยเน้นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการของตลาด อาทิ ร้านอาหารที่เป็นจุดหมายปลายทาง พื้นที่จัดกิจกรรมอเนกประสงค์ และบริการด้านสุขภาพที่ออกแบบมาสำหรับนักเดินทางยุคใหม่ โดยยังคงเสน่ห์ของท้องถิ่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างลงตัว เช่น




ดุสิต เลอ ปาเลส์ ตือฮัว ฮานอย (207 ห้อง): ตั้งอยู่ริมทะเลสาบตะวันตกของเมืองฮานอย ถ่ายทอดเรื่องราวของเจ้าหญิง ตือ ฮัว ที่ละทิ้งราชสำนักเพื่อถ่ายทอดการทอผ้าไหมให้ประชาชน ผ่านด้วยการออกแบบ บริการ และเมนูอาหารที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น



ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค เฉิงตู (248 ห้อง): โอบล้อมด้วยธรรมชาติของอุทยานเกษตรกรรมเทียนฝู เสนอประสบการณ์แนวฟาร์มทูเทเบิล กิจกรรมแนวธรรมชาติ และโปรแกรมด้านความยั่งยืนตามแนวทาง “ทรี ออฟ ไลฟ์” ของดุสิตธานี
ดุสิตโฮเทล โดฮา (261 ห้อง และอพาร์ตเมนต์ 96 ยูนิต): ตั้งอยู่ในย่านเวสต์เบย์อันคึกคักของกรุงโดฮา โรงแรมแห่งนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมการบริการที่มีการแข่งขันสูงของกาตาร์ ด้วยการนำเสนอการบริการที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว ควบคู่ไปกับทางเลือกด้านอาหารนานาชาติที่หลากหลาย และประสบการณ์เพื่อสุขภาพผ่านโปรแกรม เดวาราณา เวลเนส (Devarana Wellness) อันเป็นเอกลักษณ์ของดุสิต ตั้งแต่การผ่อนคลายภายในห้องพักไปจนถึงสปาเต็มรูปแบบที่ครอบคลุมทุกองค์รวม โดย “ดุสิตโฮเทล โดฮา” ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าโรงแรมในเครือดุสิตสามารถผสานรวมแนวคิดด้านสุขภาพเข้ากับประสบการณ์ของผู้เข้าพักได้อย่างชาญฉลาด ด้วยวิธีที่มีความหมาย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้าพักได้อย่างลงตัว




โรงแรมล่าสุดภายใต้แบรนด์ ดุสิต โฮเทล ที่เพิ่งเซ็นสัญญา คือ ดุสิต กรีนฮิลส์ มะนิลา ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 จะตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของอาคารไพร์ทเม็กซ์ ทาวเวอร์ อาคารมิกซ์ยูสมีความสูงรวม 50 ชั้นในย่านซานฮวน กรุงมะนิลา โรงแรมจะมีห้องพัก 200 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม เช่น อาหารไทยรสเลิศที่ห้องอาหารเบญจรงค์ อาหารนานาชาติที่ห้องอาหารแบบออลเดย์ไดนิ่ง พร้อมชมวิวเส้นขอบฟ้าของเมืองจากรูฟท็อปบาร์ และผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้า และห้องบอลรูมพร้อมวิวเมืองแบบพาโนรามา
โรงแรมเหล่านี้ภายใต้แบรนด์ “ดุสิต โฮเทล” ร่วมกันสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและน่าดึงดูดใจของแบรนด์ โดยนำเสนอการบริการอันอบอุ่นและการบริการที่เป็นเลิศของดุสิตออกมาในรูปแบบที่โดดเด่นไม่เหมือนใครภายใต้แนวคิดการวางตำแหน่งแบรนด์ในกลุ่มโรงแรมระดับอัปเปอร์อัปสเกลอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง